เปิดที่มา โครงการ “ธงเขียว” ช่วยเกษตรกรได้ปุ๋ยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิต ล่าสุด คลังเตรียมนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อลดผลกระทบจาก "ราคาน้ำมันแพง"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เผยว่า วันนี้ ครม. ให้ความเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน และต้องได้รับการดำเนินการโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยสรุปเป็น 7 เรื่อง ซึ่งหนึ่งในเป็นมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตรกร โดยการช่วยเหลือผ่านโครงการธงเขียว สนับสนุนค่าปุ๋ย ควบคู่ไปกับบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร และสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอิทรีย์ หรือปุ๋ยทางเลือก เพื่อลดการนำเข้า
ด้านการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงพาณิชย์ เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท สูงสุด 5 กระสอบ พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมผ่าน “บัตรดินดี” รวมถึงคูปองปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยมีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ วันนี้
ด้าน นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยังระบุถึงการช่วยเหลือภาคเกษตร โดยเฉพาะชาวนานาปรัง ผ่านมาตรการสำคัญ โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2569 ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 เม.ย.2569 ตั้งเป้ารองรับผลผลิต 1 ล้านตัน โดยจะรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน นำร่องใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย
พร้อมเตรียมจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” ในช่วงเดือน มี.ค.- พ.ค. เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกรโดยตรง คาดว่า จะช่วยให้ราคาข้าวสูงกว่าตลาดเฉลี่ย 200-400 บาทต่อตัน และลดภาระค่าขนส่ง
...
รู้จัก โครงการธงเขียว คืออะไร
สำหรับ โครงการ “ธงเขียว” เกิดจากเสียงสะท้อนของเกษตรกร โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการธงฟ้าเพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด จึงมีการขอให้จัดโครงการเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตทั้งพืชและสัตว์มีชีวิต โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตและสมาคมการค้าปุ๋ยรายใหญ่ สนับสนุนสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
โดยมีภาคเอกชนและห้างค้าปลีกเข้าร่วม อาทิ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย รวมถึงห้างร้านต่างๆ
ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าขยายการจัดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด” ไปยังพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ทั้งสินค้าเกี่ยวกับพืชและปศุสัตว์ พร้อมวางแนวคิดจัดสิทธิการเข้าถึงปัจจัยการผลิตอย่างเป็นธรรมตามขนาดพื้นที่เพาะปลูก และแนะนำให้ปลูกพืชที่ตลาดต้องการ ดังนั้น โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังสร้างโอกาสให้เกษตรกรไทยเข้าถึงปัจจัยการผลิตคุณภาพได้อย่างยั่งยืน