ไขปริศนา "พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก" ทำไมลักษณะองค์พระถึง "โย้ขวา" พร้อมเจาะลึก 3 ตำหนิสำคัญ และเปิดประวัติ "องค์เจ๊แจ๋ว" พระเครื่องระดับตำนานที่มีมูลค่าสูงตลอดกาล

พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์นั้น เป็นพิมพ์ทรงที่ค่อนข้างมีความหลากหลาย ตรียัมปวาย ได้แบ่งเป็น 4 พิมพ์ย่อย ประกอบด้วย พิมพ์เขื่อง พิมพ์ชะลูด พิมพ์สันทัด และพิมพ์ย่อย ในขณะที่ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ได้แบ่งออกเป็น 5 พิมพ์ย่อย โดยที่พิมพ์ที่ 2 นั้นเป็นพิมพ์เดียวกับองค์ “เจ๊แจ๋ว” อันโด่งดัง ว่ากันว่าในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ที่มีปรากฏต่อสาธารณชนทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น องค์ “เจ๊แจ๋ว” เป็นองค์หนึ่งที่มีคุณค่าสูงที่สุดตลอดกาล สำหรับประวัติความเป็นมาของพระสมเด็จฯองค์นี้นั้น อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อราวๆปี พ.ศ. 2505 ได้มีผู้นำพระสมเด็จฯองค์นี้เข้าสู่ตลาดพระ รับซื้อโดยเซียนพระมือแรกชื่อ “เกษม” ในราคา 5,000 บาท มีการส่งต่อให้เซียนพระมือที่สองฉายา “ลิใหญ่” ที่ราคา 80,000 บาท จากนั้นมีการขายต่อให้เซียนพระมือที่สาม “บุญยงค์” แล้วจึงไปถึง “เจ๊แจ๋ว” เป็นมือที่สี่ จะเห็นว่ามีการผ่านมือนักสะสมพระเครื่องระดับตำนานหลายท่าน จนในที่สุดพระสมเด็จฯองค์ตำนานองค์นี้ได้มาอยู่ในความครอบครองของรังพระใหญ่แห่งหนึ่งในปัจจุบัน

น่าสังเกตว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์นี้ ไม่ว่าจะแบ่งออกเป็นกี่พิมพ์ย่อย (แล้วแต่ว่าจะยึดตามองค์ความรู้ของครูอาจารย์ท่านไหน) แต่ลักษณะเด่นหรืออาจเรียกว่า “ตำหนิพิมพ์ทรงหลัก” จะเหมือนกัน โดยมาจากรูปแบบพิมพ์ทรงที่ใช้ในการออกแบบพิมพ์ทรงอันเดียวกัน ดังที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ได้เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว โดยมักจะพบตำหนิพิมพ์ทรงหลัก 3 ประการดังต่อไปนี้ในทุกพิมพ์ย่อย

  • บริเวณปลายฐานชั้นบนสุดด้านขวามือองค์พระจะมีลักษณะแอ่นขึ้นเหมือนเรือใบ

  • วงแขนของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้จะมีลักษณะคอดรัดเข้าหาลำตัว

  • ซอกแขนด้านซ้ายมือใต้รักแร้ องค์พระ มักจะอยู่สูงกว่าด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย (ความหนาเหนือซอกรักแร้ทั้งสองข้างมักจะเท่ากัน ซึ่งจะเห็นว่าเกิดจากไหล่มีการเอียงลงมาด้านขวามือองค์พระทำให้ความหนาเท่ากัน แต่เมื่อดูให้ละเอียดจะเห็นว่าซอกบนสุดของรักแร้ด้านซ้ายมือองค์พระจะอยู่สูงกว่าเล็กน้อย)

โดยเมื่อสังเกตองค์พระสมเด็จวัดระฆังฯแบบเร็วๆ แล้วถ้าพบว่าองค์พระมีลักษณะสอดคล้องกับตำหนิพิมพ์ทรง 3 อย่างข้างบนนี้ก็มักจะพบว่าพระองค์นั้นเป็น พิมพ์ทรงเจดีย์ หลังจากนั้นจึงอาจจะมีการพิจารณาต่อไปเป็นพิมพ์ย่อยพิมพ์ไหน โดยดูจากลักษณะอื่นๆเพิ่มเติม

นิรนาม บอกด้วยว่า ในบรรดาพิมพ์ย่อยทั้ง 5 พิมพ์นี้ พิมพ์ทรงที่ 2 (พิมพ์ “เจ๊แจ๋ว”) เป็นพิมพ์ทรงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เหตุผลหนึ่งอาจเกิดจากการที่มีการพบเจอ พิมพ์ย่อยพิมพ์นี้เป็นจำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยพิมพ์ทรงที่ 5 หรือ “พิมพ์เล็ก” ที่ได้รับความนิยมรองลงมา “พิมพ์เล็ก” นี้มีการพบเจอเป็นจำนวนค่อนข้างมากเช่นกันรองลงมาจากพิมพ์ทรงที่ 2 สำหรับ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ที่ 1 พิมพ์ที่ 3 และ พิมพ์ที่ 4 นั้น นานๆจึงจะปรากฏให้เห็นสักองค์

เป็นที่น่าสนใจด้วยว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ที่ 5 หรือ “พิมพ์เล็ก” นี้ ถึงแม้จะมีลักษณะโดยรวมที่ “เข้าพวก” กับพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ อีก 4 พิมพ์ย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีตำหนิพิมพ์ทรงหลัก 3 อย่าง ปรากฏให้เห็นด้วยเช่นกัน แต่พระพิมพ์นี้ยังมีลักษณะเด่นที่มีปรากฏให้เห็นเฉพาะในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ย่อยพิมพ์นี้ เท่านั้น โดยที่มักจะไม่มีปรากฏให้เห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงอื่นๆ (รวมถึงไม่มีในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมทุกพิมพ์ทรงอีกด้วย) คือการที่องค์พระโดยรวมมีลักษณะ “โย้ไปทางขวามือองค์พระ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดที่บริเวณ “ซุ้มผ่าหวายช่วงครึ่งบน” “เส้นกรอบบังคับด้านซ้ายองค์พระช่วงบน” “ครึ่งบนของลำพระองค์พระ” และ “พระเกศโย้สะบัดขวา” (พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ นั้นมีองค์ครูองค์หนึ่งที่มีฉายาว่า “องค์เกศสะบัด” แต่จะเป็นการสะบัดไปทางซ้ายมือองค์พระ ส่วนองค์ที่มีเกศสะบัดไปทางขวามือองค์พระนั้น เห็นจะมีแต่พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก นี้เท่านั้น) น่าสนใจว่าการที่พระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก นี้มักมีลักษณะขององค์รวมที่มีการโย้ไปทางขวา (นักสะสมบางท่านมีการเรียกพระพิมพ์นี้ว่า “พิมพ์เจดีย์เล็กโย้” ด้วยเช่นกัน) นั้นเกิดจากอะไร

อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ว่า การที่พระพิมพ์นี้มีการโย้ไปทางขวามือองค์พระนั้นเกิดจาก “คนที่พิมพ์ พระสมเด็จพิมพ์เจดีย์เล็ก เป็นคนคนเดียวกัน ใช้ความถนัดขณะถอดพระออกจากแม่พิมพ์ ไปในทางเดียว เนื้อพระปูนปั้นผสมน้ำมันตังอิ้ว ที่คลุกเคล้าได้ที่ ยังอยู่ในสภาพอ่อนตัว และแน่นเหนียว เมื่อกดลงแม่พิมพ์ประทับแน่นหนึบกับแม่พิมพ์ตกแต่งด้านหลัง ตัดขอบข้างจนเรียบร้อย ก็ค่อย ๆ ยกขึ้น เพียงแต่ว่า ในสี่มุมที่จะต้องเลือกยก...จะยกมุมไหน” ครูอาจารย์บางท่านให้ความเห็นไปในแนวทางใกล้เคียงกันเช่นกัน โดยบอกว่าอาจเกิดจากขั้นตอนการแกะแม่พิมพ์ที่ช่างผู้แกะมีความถนัดในการแกะแม่พิมพ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยอาจจะมีการแกะแม่พิมพ์มากกว่าหนึ่งบล็อก แต่ก็มีการแกะตามความถนัดเป็นการโย้ไปทางขวาองค์พระทุกองค์ เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรง โดยที่พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ย่อยพิมพ์นี้นั้น เท่าที่ปรากฏ ไม่มีการโย้ไปทางซ้ายมือองค์พระเลย

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็กนี้ ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ มักจะมีความหนาเป็นพิเศษ ซึ่งพระที่มีความหนานี้ มักพบในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์นี้อยู่แล้ว แต่เพราะเหตุใด พิมพ์เล็กนี้จึงมักพบพระที่มีความหนาเป็นพิเศษเช่นอาจหนาถึงสองเท่าของความหนาที่พบในพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงอื่น มากกว่าพิมพ์ย่อยอื่นของพระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์

บทส่งท้าย

พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น มีหลายพิมพ์ทรงย่อย นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ได้แบ่งออกเป็น 5 พิมพ์ทรงย่อย พิมพ์ย่อยที่ 2 (พิมพ์เจ๊แจ๋ว) เป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือ พิมพ์ย่อยที่ 5 หรือ “พิมพ์เล็ก” โดยที่พิมพ์ย่อยอีก 3 พิมพ์ไม่ค่อยมีปรากฏให้เห็นนัก สำหรับ “พิมพ์เล็ก” นี้มีลักษณะเด่นหลายประการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่องค์พระโดยรวมมีลักษณะ “โย้ขวา” (รวมถึงการที่มีความหนาเป็นพิเศษที่พบไม่บ่อยในพิมพ์ทรงอื่น) พูดได้ว่าไม่เหมือนกับพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอื่นๆ ที่สร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเลย น่าสนใจว่าร่องรอยของการออกแบบพิมพ์ทรงพระเหล่านี้ที่ช่างสมัยโบราณได้ทิ้งเอาไว้นั้น สามารถนำไปสู่การค้นพบข้อมูลใหม่ๆ ขององค์พระสมเด็จฯ ได้ด้วยหรือไม่

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงแนวทางพิจารณาตำหนิพิมพ์ทรง ของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก ของนิรนาม มานำเสนอเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

1. เส้นนูนของขอบพิมพ์ทั้ง 2 ด้าน จะลากจากส่วนบนสุดลงมาจรดที่ฐานของเส้นครอบแก้ว

2. ซุ้มครอบแก้วมักจะเอียงไปข้างขวาขององค์พระสมเด็จ

3. พระเกศจะยาวติดกับซุ้มครอบแก้ว

4. หูข้างขวาขององค์พระจะติดกับแก้มขององค์พระ

5. ส่วนตั้งของแขนทั้ง 2 ข้างจะสูงและชอนลึกมาก

6. พิมพ์เล็กพิมพ์นี้จะมีเอวผายออกเล็กน้อย

7. หน้าตักจะนูนและหนากว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์อื่นๆ พิมพ์ที่ชัดมากๆ จะเห็นเป็นปลายพระบาททั้ง 2 ข้าง วางซ้อนกันอย่างชัดเจน

8. ฐานชั้นที่ 3 จะหนากว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ที่ 2 พิมพ์ที่ 3 และพิมพ์ที่ 4

9. พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก ส่วนมากจะหนากว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์อื่นๆ บางองค์หนากว่าเกือบเท่าตัว

10. รอยตัดด้านข้างของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก จะมีเส้นรอยตัดตอกมากกว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์อื่น

11. พิมพ์แผ่นหลังของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก จะคล้ายกับพิมพ์แผ่นหลังของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ “พิมพ์หลังสังขยา”

12. รอยปูไต่ (รอยปริตามขอบด้านหลังองค์พระ) จะเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม

13. รอยกะเทาะของการตัดขอบจะปรากฏให้เห็นเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามเช่นกัน (ร่องรอยการตัดขอบ การหดตัว และสภาพของขอบพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม มีความสำคัญมากเช่นกัน)

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์เล็ก เป็นองค์ครู มีความงดงามมากองค์หนึ่ง มีขนาดเล็กกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ทุกพิมพ์ มีวรรณะน้ำตาล เนื้อหนึกแกร่ง ผิวแตกลายงา (มักเกิดในพระเนื้อหนึกแกร่ง ที่ผ่านการลงรัก มีเม็ดพระธาตุ มีรอยหนอนด้น รูพรุนเข็ม ปรากฏให้เห็น พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา องค์รวมพระมีลักษณะโย้ไปทางขวามือองค์พระ ด้านหลังเป็นแบบเรียบ (พิมพ์เล็กโดยทั่วไปมักปรากฏหลังสังขยา) มีลักษณะคล้ายรอยปาดปรากฏ มีขอบปริกระเทาะด้านหลัง (รอยปูไต่) เป็นแนวขนานขอบสามด้านยกเว้นด้านบน ที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่ามักพบในพระสมเด็จวัดระฆังฯ เนื้อพระน่าจะมีความหมาดมากขณะตัดขอบ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม