พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่เช่าหาเปลี่ยนมือกันในราคาสูงลิ่วนั้น ในปัจจุบันมีการเล่นหากันอยู่ 2 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ และพิมพ์ฐานสิงห์กว้าง ในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูมทั้งหมดนั้น องค์ที่โด่งดังที่สุด เป็นองค์ครู หรือ “องค์แชมป์” ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ก็คือองค์ที่มีฉายาว่า “องค์คุณมนตรี” นั่นเอง โดยพระองค์นี้เป็นแบบฐานสิงห์แคบ
สำหรับที่มาของคำว่า “องค์คุณมนตรี” นั้น อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือ พลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ ว่า...
...ราวปี 2520 คุณสมปอง จารุเสน มือซ่อมพระสมเด็จมือหนึ่ง แห่งตลาดบ้านพานถม ขณะนั้น คุยให้ฟังขณะนั่งซ่อมพระให้ลูกค้า “ลูกเขยผม ขายสมเด็จองค์เดียว กินได้ทั้งปี”
“ลูกเขย” ที่ว่า ชื่อ อภิชาติ กุลอนรรฆพันธ์ ได้ลูกสาวคุณสมปองไป ได้อีก ชื่อ “ชาติ สมปอง” ถือเป็นมือหนึ่งเรื่องพระสมเด็จ เล่ากันว่าคุณชาติถามราคาพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม จากคุณ “ชะหลี” ผู้ที่รู้กันว่า เป็นรังพระสมเด็จองค์สวยๆ ที่รู้จักกันทั้งวงการ
“กับคุณชาติ ผมเอาห้าแสน” คุณชะหลี ตอบ คุณชาติไม่พูดอะไร ล้วงกระเป๋าเอาเงินยื่นให้ แล้วก็วันนั้นนั่นแหละ “คุณนิยม อสุนี” เจ้าของ “ทันจิตต์ทัวร์” จากนครสวรรค์ ก็ได้ไปในราคา “ล้าน”
ช่วงเวลานี้ พระสมเด็จวัดระฆังเงินล้าน พูดถึงกันหลายองค์ เกศบัวตูมองค์นี้เป็นองค์หนึ่ง
ส่วนต่างกำไร ที่ “ชาติ สมปอง” ทำได้ในวันเดียว ถือว่ามากอักโข อย่าลืมตอนนั้นราคาทองคำเพิ่งขยับจากสี่ร้อยมาขึ้นพันสองพันบาท เงินเดือนนักข่าวรุ่นผม ก็แค่สองพัน ประโยค “กินได้เป็นปี” ที่คุณสมปองว่า เป็นเรื่องจริง
สามสิบปีต่อมา เกศบัวตูม องค์นี้ก็ยังอยู่กับ คุณนิยม ข่าวการเปลี่ยนมือไปอยู่กับคุณมนตรี เจ้าของคนใหม่ ในราคา 50 ล้าน ราคาจริงแค่ไหน... ไม่มีใครยืนยัน
คุยๆกันว่า “เงินสดก้อนหนึ่ง เติมด้วยพระเครื่อง บางองค์ที่เคยซื้อกันไป”
ในเวลาต่อมา พระสมเด็จฯองค์นี้ ก็ได้มีการเปลี่ยนมือมาอยู่ในครอบครองของรังพระใหญ่ระดับประเทศแห่งหนึ่งในปัจจุบัน
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้น แต่เดิมวงการนักสะสมพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน มีการเล่นหากันอยู่เพียงพิมพ์เดียว คือพิมพ์ฐานสิงห์แคบ ซึ่งถือว่ามีจำนวนพิมพ์ย่อยที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯที่มีอยู่ทั้งหมด 5 พิมพ์ทรง ได้แก่ พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงฐานแซม และพิมพ์ทรงเจดีย์ (ต่อมาจึงมีการยอมรับ พิมพ์ฐานสิงห์กว้างเพิ่มอีกพิมพ์ย่อยหนึ่ง) น่าสนใจว่า ที่ผ่านมานั้น วงการพระสมเด็จฯมีแนวทางแบ่งพิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จฯแต่ละพิมพ์ทรงอย่างไรบ้าง
เมื่อพิจารณาถึงเรื่องการแบ่งพิมพ์ย่อยของพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงต่างๆ นั้น จะเห็นได้ว่า ครูอาจารย์ในอดีตท่านต่างๆได้มีความพยายามแยกแยะพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ออกเป็นพิมพ์ย่อยต่างๆ ก็เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำตำหนิพิมพ์ทรง เพื่อนำมาสรุปออกเป็นแนวทางพิจารณาพระสมเด็จฯของแต่ละพิมพ์ย่อย ทำให้สามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจได้สะดวกรวดเร็วขึ้น
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอว่า แนวทางการแบ่งพิมพ์ย่อยพระสมเด็จฯนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางหลักๆ คือแนวทางของ “ตรียัมปวาย” ที่อาจเรียกว่าเป็น “องค์ความรู้เชิงวิชาการ” (มาจากการพิจารณาพระโดยเน้นอ้างอิงทฤษฎีทางวิชาการ) และแนวทางของ “นิรนาม” ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “องค์ความรู้เชิงปฏิบัติ” (มาจากการเช่าหาเปลี่ยนมือพระสมเด็จฯเป็นจำนวนมาก) แนวทางแบ่งพิมพ์ย่อยของพระสมเด็จวัดระฆังฯ ของทั้ง 2 แนวทางมีดังนี้
พิมพ์ทรงใหญ่ - “ตรียัมปวาย” แบ่งออกเป็น 6 พิมพ์ย่อย ได้แก่ พิมพ์เขื่อง พิมพ์โปร่ง พิมพ์ชะลูด พิมพ์ป้อม พิมพ์สันทัด พิมพ์ย่อม ในขณะที่ “นิรนาม” แบ่งเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือพิมพ์พระประธาน พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม ได้รับความนิยมไม่ต่างกันในทุกพิมพ์ย่อย มีพระองค์ครูจำนวนมากในกลุ่มพิมพ์ทรงนี้
พิมพ์ทรงเจดีย์ - “ตรียัมปวาย” แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย ประกอบด้วย พิมพ์เขื่อง พิมพ์ชะลูด พิมพ์สันทัด และพิมพ์ย่อย ขณะที่ “นิรนาม” ได้แบ่งออกเป็น 5 พิมพ์ย่อย โดยที่พิมพ์ที่ 2 นั้นเป็นพิมพ์เดียวกับองค์ “เจ๊แจ๋ว” อันโด่งดัง พิมพ์นี้ได้รับความนิยมมากที่สุดและยังมีจำนวนมากที่สุดอีกด้วย พิมพ์ที่ 3 พิมพ์ที่ 4 นั้นมีลักษณะไม่ต่างจากพิมพ์ที่ 2 มากนัก พิมพ์ที่ 1 นั้นองค์พระจะมีความล่ำสันเป็นพิเศษและค่อนข้างหายาก ส่วนพิมพ์ที่ 5 นั้นคือ “พิมพ์เล็ก” หรือ “พิมพ์เจดีย์เล็กโย้” ได้รับความนิยมรองลงมาจากพิมพ์ที่ 2 และยังมีจำนวนมากเป็นลำดับสองรองจากพิมพ์ที่ 2
พิมพ์ทรงเกศบัวตูม - “ตรียัมปวาย” แบ่งออกเป็น 5 พิมพ์ย่อย ดังนี้ พิมพ์เขื่อง (พระเพลาขัดราบ) พิมพ์โปร่ง (พระเพลาขัดเพชร) พิมพ์สันทัด (พระเพลาขัดเพชร) พิมพ์ย่อม (พระเพลาขัดราบ) และพิมพ์เกศบัวเรียว (พระเพลาขัดเพชร) ส่วน “นิรนาม” บอกไว้ในนิตยสาร “พรีเชียส” ว่า “จากการศึกษาของกระผมนั้นมีอยู่ พิมพ์เดียว” (เข้าใจว่า “พิมพ์เดียว” ของนิรนามนั้นมองว่า ทั้งแบบพิมพ์ฐานสิงห์แคบ และฐานสิงห์กว้าง นั้นจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยส่วนตัวของนิรนาม นั้น น่าจะยอมรับว่าทั้งสองแบบนั้นเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่วงการยุคเก่ามองว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงนี้นั้นมีแต่แบบ ฐานสิงห์แคบ เท่านั้น ก่อนที่วงการจะมีการยอมรับแบบ ฐานสิงห์กว้าง ในเวลาต่อมา)
พิมพ์ทรงฐานแซม - “ตรียัมปวาย” แบ่งออกเป็น 6 พิมพ์ย่อย ได้แก่ พิมพ์เขื่อง พิมพ์โปร่ง พิมพ์ชะลูด พิมพ์ป้อม พิมพ์สันทัด พิมพ์ย่อม ส่วน “นิรนาม” ได้แบ่งพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย โดยพิมพ์ทรงย่อยที่ 1 นั้นมีความคล้ายกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม (บางท่านได้แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ย่อย คือแบบอกใหญ่ และแบบอกเล็กอกร่อง)
พิมพ์ปรกโพธิ์ - “ตรียัมปวาย” แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ย่อย ได้แก่ ปรกโพธิ์ฐานแซม และแบบพิมพ์ปรกโพธิ์สังฆาฏิ อย่างไรก็ตาม “นิรนาม” ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ใน นิตยสาร “พรีเชียส” ว่า “พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ปรกโพธิ์ เป็นพระสมเด็จที่ถกเถียงกันมากที่สุดในวงการพระเครื่อง ...บางท่านก็จัดให้เป็นพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ปรกโพธิ์ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เป็นผู้สร้าง แต่บางท่านก็ไม่ยอมรับ เพราะขาดหลักฐานยืนยันและไม่มีอัตลักษณ์อันสำคัญของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม เช่นพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูม ...ตัวอย่างเช่น มวลสารพระพุทธคุณ การตัดขอบทั้ง 4 ด้าน ความหดตัวของมวลสาร จนปรากฏร่องรอยของเม็ดพระธาตุ รอยรูพรุนเข็ม รอยหนอนด้น รอยปูไต่ และรายละเอียดอื่นๆอีกหลายประเด็น จึงทำให้วงการพระเครื่องไทยเราไม่ยอมจัดให้พิมพ์ปรกโพธิ์เป็นพิมพ์ที่เป็นมาตรฐานของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เป็นผู้สร้างครับ” อย่างไรก็ตาม นิรนาม ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ปรกโพธิ์ มาโด่งดังมาก ในสมัยที่พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ. 2500 และพบ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เป็นพิมพ์ปรกโพธิ์ ผู้คนจึงแตกตื่นว่าน่าจะมีพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ปรกโพธิ์ ครับ”
บทส่งท้าย
การแบ่งพิมพ์ย่อยของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามในพิมพ์ทรงหลักทั้ง 5 พิมพ์ทรงนั้น มีหลายแนวทาง แนวทางหลักที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” นำมาเสนอนั้นมี 2 แนวทาง คือแนวทางของ “ตรียัมปวาย” ที่เป็นลักษณะของ “องค์ความรู้เชิงวิชาการ” และของ “นิรนาม” แห่ง นิตยสาร “พรีเชียส” ที่เป็นเหมือนกับ “องค์ความรู้เชิงปฏิบัติ” ซึ่งไม่ว่าจะแบ่งตามแนวทางใดก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมอง องค์ความรู้และประสบการณ์ของครูอาจารย์แต่ละท่าน ซึ่งล้วนแล้วต้องการจะทำให้การศึกษาพระสมเด็จฯนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไปนัก “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ บางพิมพ์ทรง เช่นพิมพ์ทรงใหญ่นั้น จากที่เคยมีการแบ่งออกเป็นหลายพิมพ์ย่อย แต่เมื่อมีการนำองค์ความรู้บางอย่าง เช่นเรื่องของ “ทัศนียภาพ” หรือการออกแบบแม่พิมพ์พระแบบมีมิติตามที่ตาคนเห็นจริง ที่เป็นพื้นฐานในการออกแบบแม่พิมพ์มาอธิบายแล้วนั้น อาจบอกได้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงนี้นั้น สร้างมาจากรูปแบบพิมพ์ทรงเดียวกัน (ช่างสมัยปัจจุบันเรียกว่า ดรอว์อิ้ง) เรียกว่ามีพิมพ์ย่อยเพียงพิมพ์เดียวเท่านั้น
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ของ นิรนาม โดยเป็นพิมพ์แบบฐานสิงห์แคบ (นิรนามถือว่าเป็นกลุ่มพิมพ์เดียวกับ พิมพ์ฐานสิงห์กว้าง) เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
1. พระเกศมีลักษณะเหมือนดอกบัวตูม
2. บริเวณพระนลาฎ (หน้าผาก) จะค่อยๆเอียงลาดจากบริเวณหัวคิ้วขึ้นไปรองรับโคนพระเกศ
3. พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นสันนูนและเป็นเส้นโค้งหนา ลักษณะคล้ายหูบายศรี ลากยาวทอดมาบริเวณพระอังสา (บ่า) ทั้งซ้ายขวา เนื้อบริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้างลงมาถึงรักแร้จะหนามากเป็นพิเศษแตกต่างจากพิมพ์อื่น
4. หัวเข่าด้านซ้ายองค์พระจะกลมมน ส่วนหัวเข่าด้านขวาจะมีลักษณะโค้งและลาดเอียงมากกว่า
5. บริเวณหน้าตักองค์พระค่อนมาทางด้านขวาจะพบฝ่าพระบาทยื่นออกมาใต้หน้าตักชัดเจน
6. เส้นแซมจะเป็นรอยฐานเล็กๆขึ้นมาก่อนที่จะเป็นเส้นแซม จะสังเกตได้ชัดเจนบริเวณเหนือฐานชั้นที่สอง
7. จุดเริ่มของเส้นแซมใต้หน้าตักบริเวณหัวฐานด้านขวาขององค์พระจะติดกับหัวฐานชั้นที่สาม
8. มีเนื้อหามวลสารมาก
9. หนากว่าพิมพ์ใหญ่และพิมพ์ฐานแซมอย่างเห็นได้ชัด ไล่เลี่ยกับพิมพ์ทรงเจดีย์
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯองค์ครู อีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม แบบฐานสิงห์แคบ องค์ครู ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง สภาพใช้ วรรณะขาวอมน้ำตาล พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ปรากฏเค้าหน้าตา มีความยาวของฐานสิงห์ (ชั้นกลาง) ใกล้เคียงกับฐานชั้นบน เนื้อหนึกนุ่ม (มักไม่ปรากฏลายแตกลายงา) มีเม็ดพระธาตุปรากฏให้เห็น มีรอยรูพรุนขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่ารูพรุนเข็ม ปรากฏรอยหนอนด้น ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยปูไต่ (ขอบกระเทาะ) ที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่า ซึ่งมักพบในหลังพระสมเด็จวัดระฆังฯ ปรากฏชัดด้านขวา เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์