พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่นั้น นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ได้แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ
- พิมพ์ที่ 1 “พิมพ์พระประธาน” ลักษณะเด่นคือ การปรากฏของเส้นแซมใต้ตักที่ชัดเจน โดยมีองค์ดาราที่มีชื่อเสียงมากที่อยู่ในกลุ่มพิมพ์ย่อยพิมพ์นี้ เช่น “องค์เสี่ยดม” ว่ากันว่าในบรรดาองค์ดาราทั้งหมดนั้น องค์ที่มีการทำเลียนแบบ มีการออกลูกออกหลานมากที่สุดก็คือองค์นี้
- พิมพ์ที่ 2 “พิมพ์อกวี” มีลักษณะของลำพระองค์คล้ายตัววี ช่วงบนจะกว้างปกติ บริเวณเอวจะคอดเล็ก (พิมพ์ย่อยทุกพิมพ์ ยกเว้นพิมพ์ที่ 3 ล้วนมีลักษณะของลำพระองค์เป็นแบบ อกวี ทั้งสิ้น แต่บางพิมพ์จะมีลักษณะเด่นอย่างอื่นอยู่ด้วย ทำให้มีการเรียกชื่อพิมพ์ตามลักษณะเด่นเหล่านั้นแทน เพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะพิมพ์) พระสมเด็จฯองค์ดาราในกลุ่มพิมพ์นี้ ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันมาก มี “องค์ขุนศรี” “องค์ครูเอื้อ” เป็นต้น
- พิมพ์ที่ 3 “พิมพ์อกกระบอก” มีลักษณะของลำพระองค์เป็นทรงกระบอก โดยที่บริเวณเอวด้านล่างทั้งสองด้านมักมีการโค้งผายออกด้านข้างเล็กน้อย พระสมเด็จฯองค์ที่มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มพิมพ์นี้ ก็คือ “องค์เกศสะบัด” ที่มีปลายพระเกศสะบัดพลิ้วไหวไปทางซ้ายมือองค์พระ เท่าที่พบเจอมีเพียงองค์เดียวที่มีลักษณะเช่นนี้ เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการเขยื้อนขณะถอดพระออกจากแม่พิมพ์
- พิมพ์ที่ 4 “พิมพ์เกศทะลุซุ้ม” เป็นพิมพ์ที่พระเกศมีลักษณะแทงเลยทะลุซุ้มขึ้นไปด้านบนเล็กน้อย “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า เมื่อพิจารณาจากร่องรอยการแกะปลายพระเกศที่เกิดจากปลายสิ่วหรือปลายเหล็กแหลมแล้ว น่าจะเป็นการแกะพระเกศก่อนร่องซุ้ม ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการแกะแม่พิมพ์หินสบู่ของช่างสิบหมู่ที่มีการสืบทอดกันมาแต่โบราณกาล พระสมเด็จฯองค์ดาราที่เป็นที่เลื่องลือ ที่อยู่ในกลุ่มพิมพ์นี้ ก็คือ “องค์ลุงพุฒ”
นิรนาม บอกด้วยว่า เท่าที่ปรากฏ พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ที่ 2 จะพบเจอได้มากที่สุด รองลงมาคือพิมพ์ที่ 4 ส่วนพิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 3 นั้นพบเจอได้น้อยมาก พิมพ์ที่ 1 นั้น องค์พระมีความล่ำสันแข็งแรง พระพาหาทิ้งลงตรงดูขึงขัง พระอังสาดูผึ่งผาย โดยรวมมีลักษณะใกล้เคียงกับ “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามมากที่สุด กล่าวกันว่าพระประธานองค์นี้ เป็นศิลปะยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีแบบอย่างมาจากศิลปะอู่ทองของช่างฝีมือสมัยอยุธยา (แต่ก็ยังได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยหรือเชียงแสนมาบางส่วน เช่นลักษณะของปลายเส้นสังฆาฏิ ของพระประธานยิ้มรับฟ้า ที่เป็นแบบปลายแยกออกเป็นแฉกคล้ายเขี้ยวตะขาบ ไม่ใช่ตัดตรงแบบอู่ทองเสียทีเดียว) โดยพุทธศิลป์แบบอู่ทองนั้นจะมีความผึ่งผาย สง่างาม พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมแบบโบราณ พระโอษฐ์กว้าง แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เป็นที่มาของชื่อ “ยิ้มรับฟ้า” (ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯหลายท่าน เชื่อว่า พระประธานยิ้มรับฟ้า เป็นแม่แบบในการออกแบบแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่) อย่างไรก็ตาม ตรียัมปวาย ให้ความเห็นว่า พุทธศิลป์ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ (ตรียัมปวายใช้คำว่า พิมพ์พระประธาน ซึ่งมีความหมายเดียวกับพิมพ์ทรงใหญ่ซึ่งรวมทุกพิมพ์ย่อยในปัจจุบัน) นั้นได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศิลป์โบราณชั้นคลาสสิก คือพุทธศิลป์สกุลช่างสุโขทัย เชียงแสน และอู่ทอง ซึ่งถ้าดูจากลักษณะของพุทธศิลป์พิมพ์ทรงของ พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม แล้วนั้น น่าจะเป็นพิมพ์ที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์แบบสุโขทัย ซึ่งลักษณะโดยรวมขององค์พระมีความอ่อนช้อยบอบบางมากกว่า เมื่อเทียบกับพิมพ์ที่ 1 ที่โดยรวมได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์แบบอู่ทอง พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ที่ 1 นี้ยังมีเส้นซุ้มที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าพิมพ์อื่น และองค์พระโดยรวมยังมักมีขนาดใหญ่กว่าพิมพ์ย่อยอื่นๆอีกด้วย พระพิมพ์ที่ 1 นี้ยังมีชื่อเรียกที่บรรดานักสะสมนิยมเรียกในฐานะที่เข้าใจกันว่า “พิมพ์เสี่ยดม”
สีกาอ่าง คอลัมนิสต์อาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เคยพูดถึงพระสมเด็จฯองค์ดาราองค์นี้ไว้เมื่อหลายปีก่อนในคอลัมน์ “สนามพระวิภาวดี” ว่า...
“...ต่อเข้าสนามพระ ก็พบองค์แรกตามคำขอว่าอยากดู พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ องค์ดังๆ ก็เลยจัด องค์ “เสี่ยดม” ซึ่งเป็น องค์แชมป์ ตลอดกาล
ชื่อเรียก “องค์เสี่ยดม” ก็ได้มาตามชื่อเจ้าของผู้มีชื่อเสียงแถวหน้าในวงการพระ ซึ่งล่วงลับลาไปแล้ว คือ เสี่ยอุดม กวัสสราภรณ์ ซึ่งนำพระองค์นี้เข้าเผยโฉม เป็นที่ตื่นเต้นฮือฮา
เพราะสภาพพระสมบูรณ์งดงาม ทั้งฟอร์มทรง พิมพ์พระ เนื้อมวลสาร เทียบได้กับ พระสมเด็จ วัดระฆัง ทุกองค์ ที่เป็น องค์แชมป์ ในขณะนั้น ทั้ง องค์ครูเอื้อ องค์ลุงพุฒ องค์กวนอู องค์ขุนศรี องค์ลายงา ฯลฯ
เมื่อเปรียบเทียบความสมบูรณ์งดงาม โดยรวมแล้ว ผู้ชำนาญการ ยกให้พระสมเด็จองค์นี้ เป็น ๑ ใน ๕ พระสมเด็จ วัดระฆัง ที่มีความสมบูรณ์ งดงามเป็นที่สุด ซึ่งยังไม่มี พระสมเด็จ วัดระฆัง องค์ใดงามพร้อม เบียดให้พ้นตำแหน่งนี้ได้
วันก่อน นักนิยมพระชั้นอ๋อง ตั้งวงพูดคุยถึงเรื่องราคาพระสมเด็จองค์ดังๆว่า ปัจจุบันมีการกำหนดราคากันที่หลัก ๑๐๐ ล้านแล้ว จริงหรือ ก็ขอยืนยันว่า จริง เพราะฟังจากเจ้าของพระสมเด็จฯองค์ดัง ท็อปเทน หลายท่าน ทุกคนก็บอกเบาๆว่าเป็นราคาที่มีคนมาเสนอ แต่ยังไม่อยากสนอง...”
สำหรับพุทธลักษณะตำหนิพิมพ์ทรงของ องค์เสี่ยดม ที่ถูกจัดให้เข้าไปอยู่ในกลุ่ม พิมพ์ที่ 1 (บางท่านเรียกว่า พิมพ์เอ) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 5 ของสมเด็จวัดระฆังฯที่สวยที่สุด นั้นมีดังนี้
- มีเส้นสังฆาฏิที่พาดจากพระพาหาไหล่ซ้ายลงมาถึงบริเวณพระนาภีสะดือ ที่พระอุระด้านซ้าย (ปลายเส้นสังฆาฏิ ในองค์เสี่ยดมนี้เป็นปลายตัดตรงแบบอู่ทองแท้ๆ ไม่ใช่ปลายแยกออกเป็นแฉกคล้ายเขี้ยวตะขาบ เหมือนในองค์พระประธานยิ้มรับฟ้า ที่ได้รับอิทธิพลของสุโขทัยและเชียงแสน และน่าสังเกตด้วยว่า นอกจากพิมพ์ย่อยที่ 1 ที่เป็นบล็อก “เสี่ยดม” แล้วนั้น ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ โดยทั่วไปทุกพิมพ์ย่อยรวมถึงพิมพ์ที่ 1 บล็อกอื่นนั้น จะสังเกตเห็นเส้นสังฆาฏิเพียงแผ่วๆเท่านั้นหรืออาจไม่เห็นเลย)
- ปรากฏเส้นนิสีทนะ (เส้นผ้ารองนั่ง) หรือเส้นแซมใต้ตัก ซึ่งโดยทั่วไปพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่ที่จัดให้เข้าอยู่ใน พิมพ์ที่ 1 มักจะปรากฏเส้นนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล เคยบอกไว้ในคอลัมน์ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระว่า ระนาบความโค้งของเส้นแซมใต้เข่า เป็นต้นแบบของเส้นแซมพิมพ์ใหญ่ทั่วๆไป แม้จะเป็นคนละแม่พิมพ์ (ในพิมพ์อื่นเช่น พิมพ์ที่ 2 ก็อาจมีให้เห็นเป็นเส้นจางๆได้เช่นกัน)
- ต้นพระพาหาแขนซ้าย มีรอยเว้า (มักมีเฉพาะในบล็อกพิมพ์เสี่ยดมเท่านั้น ในบล็อกแม่พิมพ์อื่นที่จัดเข้าอยู่ในพิมพ์ที่ 1 อาจไม่ปรากฏตำหนินี้ให้เห็น)
- พระเกศสั้น (พระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ที่มีพระเกศสั้นนักมักจะถูกจัดให้อยู่ในพิมพ์ที่ 1)
- วงพระพาหาแขนเป็นรูปตัวยู เป็นลักษณะของแขนทั้ง 2 ข้างที่ทิ้งดิ่งลงมา (พระสมเด็จฯที่จัดให้อยู่ในพิมพ์ที่ 1 บางองค์นั้น แขนอาจจะไม่ได้ทิ้งตรงมามากนัก แต่ลักษณะโดยรวมนั้นเข้าใกล้พิมพ์ที่ 1 มากที่สุด ก็อาจจะจัดให้อยู่ในพิมพ์ที่ 1 นี้ได้เช่นกัน)
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น นิรนาม แบ่งเอาไว้เป็น 4 พิมพ์ย่อย คือพิมพ์พระประธาน พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม แต่ละพิมพ์มีองค์ดาราที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “องค์เสี่ยดม” ที่จัดกลุ่มให้อยู่ในพิมพ์พระประธาน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะเห็นว่าบล็อกแม่พิมพ์ของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่นี้มีหลากหลาย อาจจะไม่สามารถจัดได้เพียง 4 กลุ่มได้ ต่อมาจึงมีการกำหนดพิมพ์ทรงย่อย เอาไว้หลายแบบมากกลุ่มขึ้น อยู่ที่มุมมองและประสบการณ์ของครูอาจารย์แต่ละท่าน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยเสนอแนวทางพิจารณาว่า รูปแบบพิมพ์ทรง หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า “ดรอว์อิ้ง” ของพระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้นั้น น่าจะมีอยู่แบบเดียว การแกะของช่างต่างหาก ที่ทำให้มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันออกไป พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น ช่างได้มีการแกะแม่พิมพ์ไว้ทั้งแบบ พุทธศิลป์แบบอู่ทอง และแบบสุโขทัย โดยที่พิมพ์พระประธานนั้นมีลักษณะองค์รวมเป็นแบบอู่ทอง ส่วนพิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้มนั้น น่าจะจัดให้อยู่ในกลุ่มของพุทธศิลป์แบบสุโขทัย
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 4 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน ดังต่อไปนี้
ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม
ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด
ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย
ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม
ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด
ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย
ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ
ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ
ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น
ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน
ตำหนิที่ 12 เศียรพระ และส่วนที่แสดงเป็นลำองค์พระ ตลอดจนเส้นแซมและเส้นฐานทุกเส้นจะใหญ่กว่าพิมพ์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4
ตำหนิที่ 13 วงแขนทั้งสองข้างเกือบจะเป็นเส้นตรงแล่นลงมา (หรือสอบขนานกับลำองค์พระ)
ตำหนิที่ 14 ระหว่างพระเพลา (ขาตัก) กับฐานด้านบนสุด จะมีเส้นแซม (พิมพ์อื่นไม่มี – นิรนาม บอกด้วยว่าในพิมพ์ที่ 2 นั้นอาจจะเห็นเป็นเส้นจางๆ)
ตำหนิที่ 15 จะมีเส้นสังฆาฏิ แต่ค่อนข้างเล็ก
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 1 หรือ พิมพ์พระประธาน (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 3 มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2) ที่มีความงดงามสมบูรณ์ เนื้อหนึกแกร่ง ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบใกล้เส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา องพระล่ำสันสง่างาม เส้นซุ้มมีขนาดใหญ่ สังเกตเห็นร่องรอยเส้นแซมใต้ตักให้เห็น ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์