น้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 70% ของร่างกาย และเป็นสิ่งจำเป็นต่อเซลล์ต่างๆ การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพและระบบไหลเวียนโลหิต แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจบางกลุ่ม การดื่มน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งได้ จึงต้องพิจารณาตามชนิดของโรคและคำแนะนำของแพทย์
หากไม่ดื่มน้ำ 1 วัน ข้อเสียของการดื่มน้ำน้อย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย
ในแต่ละวันร่างกายสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระรวมกันอย่างน้อยประมาณ 1.5-2 ลิตร จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียไป หากดื่มน้ำน้อยเกินไป ร่างกายอาจได้รับน้ำไม่เพียงพอสำหรับทดแทนน้ำที่สูญเสียไป และไม่ได้รับประโยชน์ด้านการลดความหนืดของเลือดอย่างเต็มที่
มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า การดื่มน้ำสะอาดช่วยลดความหนืดของเลือด รวมถึงช่วยให้สารต่างๆ เช่น สารพิษ แบคทีเรีย และน้ำตาลเจือจางลง ลดโอกาสที่สารเหล่านี้จะเกาะบริเวณหลอดเลือดจนทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแข็ง
ทั้งนี้ เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่าง "คนที่ดื่มน้ำน้อยกว่า 2 แก้วต่อวัน" กับ "คนที่ดื่มน้ำมากกว่า 5 แก้วต่อวัน" โดยพบว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำน้อยมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่า
คนทั่วไปควรดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและบีบตัวได้ตามปกติ แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดประมาณวันละ 2-2.5 ลิตร หรือประมาณ 8-10 แก้ว เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียในแต่ละวัน โดยหลังตื่นนอนแนะนำให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว
อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวเป็นคำแนะนำตามแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวหรือผู้ที่มีไตทำงานบกพร่องไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
คนเป็นโรคหัวใจ-เส้นเลือดหัวใจตีบ ดื่มน้ำได้มากน้อยแค่ไหน
ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ได้จำเป็นต้องจำกัดน้ำทุกคน หากหัวใจยังบีบตัวได้ตามปกติ แต่การดื่มน้ำสะอาดวันละ 2-2.5 ลิตร หรือ 8-10 แก้ว ช่วยให้เลือดไหลเวียนคล่องตัวและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือมีไตทำงานบกพร่อง ต้องจำกัดปริมาณน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่สามารถกำหนดปริมาณที่เหมาะสมเป็นตัวเลขเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคนได้
ทำไมคนเป็น "โรคหัวใจ" ต้องจำกัดการดื่มน้ำตามคำแนะนำแพทย์
เมื่อดื่มน้ำเข้าไป ปริมาณเลือดในร่างกายจะเพิ่มขึ้น หากหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวได้ไม่ดี หัวใจอาจสูบฉีดเลือดออกจากระบบไหลเวียนไม่ทัน ทำให้เกิดภาวะน้ำและเกลือคั่งตามมา
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจอาจมีอาการบวมบริเวณเท้าและหน้าแข้งทั้งสองข้าง รวมถึงเสี่ยงต่อภาวะปอดบวมน้ำ ส่วนผู้ป่วยโรคไตบางชนิดที่มีปัสสาวะออกน้อยก็อาจเกิดภาวะบวมน้ำได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ควรชั่งน้ำหนักทุกวันหลังเข้าห้องน้ำในตอนเช้า และสังเกตว่าน้ำหนักเพิ่มจากเดิมเกิน 1 กิโลกรัมภายในหนึ่งวันหรือไม่ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเกี่ยวข้องกับภาวะน้ำคั่ง
หากพบว่าน้ำหนักเพิ่มรวดเร็วหรือมีอาการบวม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการและปรับการรักษา ไม่ควรเพิ่มยาขับปัสสาวะหรือเปลี่ยนปริมาณน้ำดื่มด้วยตนเอง
สรุปคนเป็นโรคหัวใจควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไร
คนทั่วไปและผู้ป่วยโรคหัวใจที่หัวใจยังทำงานตามปกติ แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดประมาณวันละ 2-2.5 ลิตร หรือ 8-10 แก้ว ส่วนผู้ป่วยที่เคยมีภาวะหัวใจล้มเหลว ไตทำงานบกพร่อง หรือปัสสาวะออกน้อย ต้องจำกัดน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะการดื่มน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำคั่ง ตัวบวม และปอดบวมน้ำได้
ที่มาของข้อมูล : มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง