หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น” หรือ “เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น” จนเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วหัวใจของคนเรามีเส้นเลือดหลักกี่เส้น และแต่ละเส้นทำหน้าที่อะไรบ้าง

รู้จัก "เส้นเลือดหัวใจ" คืออะไร

หลอดเลือดหัวใจ หรือ หลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary arteries) ทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อให้หัวใจบีบตัวและสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง

ไขข้อสงสัย เส้นเลือดหัวใจหลัก 3 เส้น มีอะไรบ้าง

คำตอบของคำถามว่า “หัวใจมีเส้นเลือดกี่เส้น” จึงขึ้นอยู่กับวิธีนับ แต่หากนับเส้นหลักที่แพทย์ใช้กล่าวถึงในการประเมินโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มักนับเป็น 3 เส้น คือ LAD, LCx และ RCA ดังนี้

1. หลอดเลือดแดงเลี้ยงหัวใจด้านหน้าซ้าย

หลอดเลือด Left Anterior Descending Artery หรือ LAD แยกออกมาจากหลอดเลือดหัวใจซ้ายหลัก ทอดลงมาตามด้านหน้าของหัวใจ ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงผนังด้านหน้าและส่วนล่างของหัวใจห้องล่างซ้าย รวมถึงผนังกั้นหัวใจด้านหน้า หลอดเลือดเส้นนี้เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเป็นบริเวณกว้าง หากเกิดการอุดตันเฉียบพลัน โดยเฉพาะบริเวณต้นเส้น อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

2. หลอดเลือดแดงเลี้ยงหัวใจด้านข้างซ้าย

หลอดเลือด Left Circumflex Artery หรือ LCx เป็นอีกแขนงหนึ่งของหลอดเลือดหัวใจซ้ายหลัก ทอดอ้อมไปทางด้านข้างและด้านหลังของหัวใจ ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจห้องบนซ้าย รวมถึงผนังด้านข้างและบางส่วนของด้านหลังหัวใจห้องล่างซ้าย ตำแหน่งและจำนวนแขนงย่อยของหลอดเลือดเส้นนี้อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

3. หลอดเลือดแดงเลี้ยงหัวใจด้านขวา

หลอดเลือด Right Coronary Artery หรือ RCA ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องล่างขวา รวมถึงบางส่วนของผนังด้านล่างของหัวใจห้องล่างซ้ายและผนังกั้นหัวใจด้านหลัง หลอดเลือดเส้นนี้ยังอาจส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนของหัวใจที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจด้วย ทั้งนี้ รูปแบบการกระจายแขนงหลอดเลือดอาจไม่เหมือนกันทุกคน

ใครบ้างเสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ มักเกิดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารอื่นๆ ที่ผนังหลอดเลือดจนเกิดเป็นคราบพลัค ทำให้ช่องภายในหลอดเลือดแคบลง เลือดและออกซิเจนจึงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

  • อายุเพิ่มขึ้น
  • เพศชายมีแนวโน้มเกิดโรคเร็วกว่าผู้หญิง
  • ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะพ่อหรือพี่น้องชายได้รับการวินิจฉัยก่อนอายุ 55 ปี หรือแม่และพี่น้องหญิงก่อนอายุ 65 ปี
  • มีปัจจัยทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ

2. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมหรือปรับเปลี่ยนได้

  • มีความดันโลหิตสูง
  • มีระดับไขมัน LDL หรือไตรกลีเซอไรด์สูง
  • เป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน
  • มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือนั่งเป็นเวลานาน
  • สูบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นเวลานาน
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • พักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีปัญหาการนอนเรื้อรัง
  • มีความเครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือวิตกกังวล

ทั้งนี้ ยิ่งมีหลายปัจจัยร่วมกัน ความเสี่ยงโดยรวมยิ่งสูงขึ้น แต่การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคแน่นอน แต่ควรได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่

บุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด ผู้ที่สูบบุหรี่ควรปรึกษาแพทย์หรือคลินิกเลิกบุหรี่เพื่อเพิ่มโอกาสเลิกได้สำเร็จ

  • เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ

เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และโปรตีนไขมันต่ำ พร้อมลดอาหารทอด ไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ เนื้อแปรรูป ขนมหวาน เครื่องดื่มหวาน และอาหารเค็มจัด

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ พร้อมลดเวลานั่งต่อเนื่อง ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเคยมีอาการเจ็บหน้าอกควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

การลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกินช่วยให้ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ดีขึ้น จึงลดปัจจัยที่นำไปสู่การสะสมของคราบพลัค

  • ควบคุมโรคประจำตัว

ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ควรตรวจติดตาม รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่ปรับหรืองดยาด้วยตนเอง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติ

  • นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด

ควรรักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และหาวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสม หากมีอาการนอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าต่อเนื่อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ตรวจอย่างไร

ผู้ที่เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ควรพบแพทย์เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล โดยแพทย์อาจตรวจความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงพิจารณาการตรวจหัวใจตามอาการและความเหมาะสม

ทั้งนี้ ไม่ควรเลือกตรวจสมรรถภาพหัวใจ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ หรือการตรวจเฉพาะทางอื่นๆ ด้วยตนเอง เพราะไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับการตรวจแบบเดียวกัน การพิจารณาขึ้นอยู่กับอาการ อายุ ปัจจัยเสี่ยงและดุลยพินิจของแพทย์

ที่มา : โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง