หลังเดินลุยน้ำท่วมหรือแช่เท้าในน้ำเป็นเวลานาน ควรรีบล้างและเช็ดเท้าให้แห้ง เพราะความเปียกชื้นอาจทำให้ผิวเปื่อย คัน แสบ และระคายเคือง หรือที่เรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า” ซึ่งระยะแรกไม่ได้เกิดจากเชื้อราเสมอไป แต่หากปล่อยให้ผิวเปียกชื้นต่อเนื่องจนเกิดรอยแตก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราตามมาได้

สังเกตอาการ “โรคน้ำกัดเท้า” ระยะแรกเป็นอย่างไร

ในช่วงประมาณ 1-3 วันแรก หลังเท้าสัมผัสหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ผิวหนังอาจเกิดการระคายเคืองจากน้ำและความชื้น โดยสังเกตอาการได้ดังนี้

  • ผิวหนังเปื่อยหรือยุ่ย
  • ผิวแดง
  • คัน แสบ หรือระคายเคือง
  • ผิวลอกบางๆ โดยเฉพาะบริเวณเท้าและซอกนิ้วเท้า

อาการในระยะแรกส่วนใหญ่เกิดจากผิวหนังสัมผัสน้ำและมีความชื้นสะสมเป็นเวลานาน จึงยังไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นเชื้อราที่เท้า แต่ถ้ายังต้องลุยน้ำ แช่น้ำ หรือปล่อยให้เท้าเปียกชื้นต่อเนื่อง ประมาณ 3-10 วัน ผิวหนังอาจเปื่อยมากขึ้นจนเกิดรอยถลอกหรือฉีกขาด ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น หากเริ่มมีอาการ แดง บวม ปวดเจ็บ มีหนอง หรือน้ำเหลืองซึม ควรระวังภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย

หลังลุยน้ำท่วม ควรล้างเท้าอย่างไรให้ถูกต้อง

หลังเดินลุยน้ำท่วมควรทำความสะอาดเท้าทันทีเมื่อสามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เริ่มคันหรือมีผื่น โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่

หลังขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าและฟอกด้วยสบู่ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามผิวหนัง โดยควรทำความสะอาดบริเวณฝ่าเท้า รอบเล็บ และง่ามนิ้วเท้าด้วย

2. เช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะง่ามนิ้ว

ขั้นตอนนี้สำคัญไม่แพ้การล้างเท้า เพราะความชื้นที่ค้างอยู่บริเวณซอกนิ้วทำให้ผิวหนังเปื่อยและเอื้อต่อปัญหาผิวหนังตามมา จึงควรใช้ผ้าสะอาดซับจนแห้ง รวมถึงตามง่ามนิ้วเท้าทุกนิ้ว

3. สำรวจว่ามีบาดแผลหรือรอยแตกหรือไม่

หลังทำความสะอาดควรตรวจฝ่าเท้า ซอกนิ้ว และรอบเล็บว่ามีแผล รอยถลอก หรือผิวหนังฉีกขาดหรือไม่ เพราะบริเวณที่ผิวหนังเสียหายสามารถเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ หากมีบาดแผลควรดูแลแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการกลับไปสัมผัสน้ำท่วมโดยไม่จำเป็น

4. ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำอีก ควรสวมรองเท้าบูทป้องกัน

หากหลีกเลี่ยงน้ำท่วมไม่ได้ ควรสวมรองเท้าบูทที่ช่วยลดการสัมผัสน้ำโดยตรง และเมื่อขึ้นจากน้ำให้รีบล้างและเช็ดเท้าให้แห้งอีกครั้ง ไม่ควรปล่อยให้เท้าเปียกหรืออับอยู่ในรองเท้าเป็นเวลานาน

“น้ำกัดเท้า” ไม่ได้แปลว่าเป็นเชื้อราทุกคน

อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือ เมื่อมีอาการคันหรือลอกหลังลุยน้ำท่วม หลายคนอาจคิดว่าเป็นเชื้อราและรีบซื้อยาฆ่าเชื้อรามาทาทันที

แต่ในความเป็นจริง โรคน้ำกัดเท้าในช่วงแรกสามารถเกิดจาก การระคายเคืองและผิวหนังเปื่อยจากการสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน ก่อนที่จะเกิดการติดเชื้อภายหลังได้ ดังนั้นอาการคัน แดง หรือลอกหลังลุยน้ำจึงไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเชื้อราเสมอไป

หากเป็นเชื้อราที่เท้าจริง มักพบอาการคัน ผิวลอก แดง หรือบวมบริเวณซอกนิ้วเท้า และอาจเกิดที่ฝ่าเท้าหรือส้นเท้าได้ การวินิจฉัยมีความสำคัญเพราะโรคผิวหนังหลายชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกัน

นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ครีมสเตียรอยด์รักษาผื่นที่สงสัยว่าเป็นเชื้อราเอง โดยยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะสเตียรอยด์อาจทำให้การติดเชื้อรารุนแรงขึ้นหรือทำให้ลักษณะของผื่นเปลี่ยนไปจนวินิจฉัยยากขึ้น

อาการคันเท้าหลังลุยน้ำท่วมแบบไหน ที่ควรรีบไปพบแพทย์

ควรไปพบแพทย์หากเริ่มมีผิวหนังเปื่อยหรือเท้ามีรอยแตกมาก บวมแดง ปวดเจ็บ มีหนองหรือน้ำเหลือง ผื่นแดงลามเร็ว หรือมีไข้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

สำหรับคนที่ต้องเดินลุยน้ำท่วม สิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้คือ ขึ้นจากน้ำแล้วล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะง่ามนิ้ว  หากจำเป็นต้องกลับไปลุยน้ำควรสวมรองเท้าบูท และไม่ควรปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน เพราะการดูแลตั้งแต่ผิวยังไม่มีแผลหรือการติดเชื้อ ย่อมง่ายกว่าการรอจนเกิดภาวะแทรกซ้อน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง