จากช่วงที่ผ่านมาพื้นที่ยังคงเผชิญกับฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดน้ำรอระบายหรือน้ำท่วมขังชั่วคราว การเดินทางในชีวิตประจำวันจึงอาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือลุยน้ำได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังไม่ใช่แค่เพียงความลำบากในการเดินทาง แต่เพราะน้ำที่ท่วมขังอาจปนเปื้อนสิ่งสกปรก เชื้อโรค รวมถึงปัสสาวะของสัตว์ที่ถูกชะล้างมากับน้ำ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะ โรคฉี่หนู (Leptospirosis) และ โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot) สองโรคที่มักพบได้ในช่วงที่มีฝนตกหนักและต้องสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน

ลุยน้ำท่วมขัง ต้องระวัง “โรคฉี่หนู”

โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ซึ่งพบได้ในปัสสาวะของสัตว์ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์ชนิดอื่น ๆ เมื่อน้ำฝนหรือน้ำท่วมขังปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำนาน ๆ อาจมีโอกาสได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบริเวณดังกล่าวได้

ดังนั้น แม้จะเป็นเพียงการเดินลุยน้ำในระยะสั้น ก็ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายหลังจากสัมผัสน้ำ โดยเฉพาะหากมีอาการต่อไปนี้

อาการของโรคฉี่หนู

  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง
  • ตาแดง ปวดศีรษะ
  • ในกรณีที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตับวาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

หากมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมขัง และต่อมามีไข้สูงร่วมกับอาการปวดเมื่อยผิดปกติ ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงอาการจากการตากฝน แต่ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างเหมาะสม

เท้าเปียก–แช่น้ำนาน เสี่ยง “โรคน้ำกัดเท้า”

อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงฝนตกและน้ำท่วมขังคือ โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot) โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำหรือสวมรองเท้าและถุงเท้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ความชื้นทำให้ผิวหนังบริเวณเท้าอ่อนนุ่มและระคายเคืองได้ง่าย รวมถึงเอื้อต่อการติดเชื้อรา ขณะที่น้ำสกปรกอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลเปื่อยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

อาการของโรคน้ำกัดเท้า

  • ผิวหนังลอก คัน และระคายเคือง
  • เท้าบวม แดง หรือมีแผลเปื่อย
  • หากมีการติดเชื้อ อาจมีอาการบวมและเจ็บมากขึ้น

หากปล่อยให้เท้าเปียกหรืออับชื้นเป็นเวลานาน อาการอาจรุนแรงขึ้นได้ จึงควรทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งทันทีหลังจากลุยน้ำ

ลุยน้ำอย่างไร ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ในวันที่ฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขัง การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขังถือเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด แต่หากจำเป็นต้องเดินทางหรือเดินลุยน้ำ ควรเพิ่มความระมัดระวัง ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขัง หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ช่วยป้องกันการสัมผัสน้ำโดยตรง
  • หากมีบาดแผลหรือรอยถลอก ควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และปิดบาดแผลให้มิดชิดด้วยวัสดุกันน้ำ
  • หลังลุยน้ำ ควรรีบล้างเท้าและบริเวณผิวหนังที่สัมผัสน้ำด้วยน้ำสะอาดและสบู่
  • เช็ดเท้าและซอกนิ้วเท้าให้แห้ง ไม่ปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน
  • เปลี่ยนเสื้อผ้า รองเท้า และถุงเท้าที่เปียกโดยเร็ว
  • หมั่นตรวจดูว่ามีบาดแผล รอยแดง อาการคัน บวม หรือผิวหนังผิดปกติหรือไม่
  • หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยรุนแรง แผลบวมแดง หรืออาการผิดปกติหลังจากสัมผัสน้ำ ควรพบแพทย์

หลังฝนตกและลุยน้ำ อย่าลืมสังเกตร่างกาย

ในช่วงที่ฝนตกหนักและอาจเกิดน้ำท่วมขังได้เป็นระยะ การเดินลุยน้ำอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับหลายคน สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การ ลดการสัมผัสน้ำสกปรก ดูแลความสะอาดหลังลุยน้ำ และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย และหลังกลับถึงบ้านควรรีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายและเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียก และรักษาร่างกายให้แห้งและอบอุ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลควรตรวจดูบริเวณแผลอย่างสม่ำเสมอ เพราะอาการบางอย่างในระยะแรกอาจดูเหมือนอาการป่วยทั่วไป หากมี ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือมีแผลบริเวณเท้าที่บวม แดง เจ็บ และไม่ดีขึ้น หลังจากมีประวัติลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา

ข้อมูลโดย : คลินิกอายุรกรรมโรงพยาบาล พญาไท นวมินทร์