กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจไปทั่วโลก หลังมีรายงานอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการวิจัยกาฬโรคของรัสเซีย ส่งผลให้นักวิจัยหญิงเสียชีวิต และมีผู้เข้าข่ายต้องเฝ้าระวังเกือบ 200 คน โดยทางการยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบชนิดของเชื้ออย่างละเอียด
แม้เหตุการณ์นี้จะอยู่ไกลตัว แต่ก็ชวนให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า “โรคกาฬโรค” ที่เคยสร้างความหวาดกลัวในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินั้น แท้จริงแล้วคืออะไร มีความอันตรายแค่ไหน และในยุคปัจจุบันเรามีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง
โรคกาฬโรค (Plague) คืออะไร?
โรคกาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Yersinia pestis (เยอร์ซิเนีย เพสติส) ซึ่งมักพบในสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก เช่น หนู กระรอก รวมถึงหมัดที่อาศัยอยู่บนตัวสัตว์เหล่านั้น ในประวัติศาสตร์โลก กาฬโรคเคยระบาดใหญ่จนถูกเรียกว่า “Black Death” หรือมัจจุราชดำ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีเนื้อเยื่อตายจนเป็นแผลสีดำตามร่างกาย
ปัจจุบันกาฬโรคจัดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แม้จะไม่พบการระบาดใหญ่เหมือนในอดีตเนื่องจากมียาปฏิชีวนะที่รักษาได้ทันท่วงที แต่ก็ยังคงเป็นเชื้อที่ต้องควบคุมในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานความปลอดภัยชีวภาพสูง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ
การแพร่กระจายของกาฬโรคสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หลักๆ ได้แก่
- ถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยหมัดจะกัดสัตว์ที่เป็นโรคแล้วมากัดคนต่อ
- การสัมผัสโดยตรง สัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อ
- การสูดดมละอองฝอย เกิดขึ้นในกรณีของกาฬโรคปอด เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม หรือเกิดอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการวิจัยที่มีการฟุ้งกระจายของเชื้อ
3 รูปแบบของกาฬโรคและอาการที่ต้องสังเกต
กาฬโรคแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักตามลักษณะการแสดงอาการ ดังนี้
ชนิดของกาฬโรค | ลักษณะการติดเชื้อ | อาการเด่น | ระดับความอันตราย |
1. กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง | พบบ่อยที่สุด เกิดจากการถูกหมัดที่มีเชื้อกัด | ต่อมน้ำเหลืองตามขาหนีบ รักแร้ หรือคอ บวมโตและปวดอย่างรุนแรง มีไข้สูง หนาวสั่น | อันตรายปานกลางถึงสูง หากรักษาทันเวลาด้วยยาปฏิชีวนะ อัตราการรอดชีวิตสูง |
2. กาฬโรคในกระแสเลือด | เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง หรือลามมาจากต่อมน้ำเหลือง | ไข้สูง ปวดท้อง ช็อก ปลายมือปลายเท้าเขียวดำเนื่องจากเนื้อเยื่อขาดเลือด | ร้ายแรงสูง อาจทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว |
3. กาฬโรคปอด | เชื้อเข้าสู่ปอด หรือสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อ | ไอเป็นเลือด หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว | อันตรายสูงสุด แพร่จากคนสู่คนได้ง่าย และเสี่ยงเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับยาภายใน 24 ชม. |
ความอันตรายและการรักษาในยุคปัจจุบัน
ในอดีต กาฬโรคอาจดูเหมือนโรคร้ายที่ยากจะรักษา แต่สำหรับวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Streptomycin, Gentamicin หรือ Doxycycline หากได้รับการวินิจฉัยและรับยาอย่างทันท่วงทีในระยะแรก
สิ่งที่ทำให้องค์กรสาธารณสุขทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญกับกาฬโรค โดยเฉพาะกรณีข่าวอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการวิจัย คือเรื่องของ กาฬโรคปอด ซึ่งสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้ง่าย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยชีวภาพ (Biosafety) ที่ต้องเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดรอดสู่ชุมชน
วิธีการป้องกันและข้อควรปฏิบัติ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ ไม่สัมผัสหนู กระรอก หรือสัตว์ป่าที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ควบคุมและกำจัดหมัดในสัตว์เลี้ยง ดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยง หยอดยากันเห็บหมัดอย่างสม่ำเสมอ
- รักษาความสะอาดในบริเวณบ้าน กำจัดแหล่งสะสมขยะหรือเศษอาหารที่อาจเป็นแหล่งพาหะของหนู
- ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยในห้องแล็บ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือนักวิจัย ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และปฏิบัติตามเกณฑ์ Biosafety อย่างเคร่งครัด
แม้ข่าวการเฝ้าระวังเชื้อในต่างประเทศจะสร้างความตื่นตัว แต่ประชาชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องตระหนกตกใจจนเกินไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าใจสาเหตุและอาการ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างถูกวิธี
ข้อมูลอ้างอิง
- องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO)
- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention - CDC)
- รายงานข่าวสารจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการความปลอดภัยชีวภาพ