กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจไปทั่วโลก หลังมีรายงานอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการวิจัยกาฬโรคของรัสเซีย ส่งผลให้นักวิจัยหญิงเสียชีวิต และมีผู้เข้าข่ายต้องเฝ้าระวังเกือบ 200 คน โดยทางการยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบชนิดของเชื้ออย่างละเอียด 

แม้เหตุการณ์นี้จะอยู่ไกลตัว แต่ก็ชวนให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า “โรคกาฬโรค” ที่เคยสร้างความหวาดกลัวในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินั้น แท้จริงแล้วคืออะไร มีความอันตรายแค่ไหน และในยุคปัจจุบันเรามีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

โรคกาฬโรค (Plague) คืออะไร?

โรคกาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Yersinia pestis (เยอร์ซิเนีย เพสติส) ซึ่งมักพบในสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก เช่น หนู กระรอก รวมถึงหมัดที่อาศัยอยู่บนตัวสัตว์เหล่านั้น ในประวัติศาสตร์โลก กาฬโรคเคยระบาดใหญ่จนถูกเรียกว่า “Black Death” หรือมัจจุราชดำ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีเนื้อเยื่อตายจนเป็นแผลสีดำตามร่างกาย

ปัจจุบันกาฬโรคจัดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แม้จะไม่พบการระบาดใหญ่เหมือนในอดีตเนื่องจากมียาปฏิชีวนะที่รักษาได้ทันท่วงที แต่ก็ยังคงเป็นเชื้อที่ต้องควบคุมในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานความปลอดภัยชีวภาพสูง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ

การแพร่กระจายของกาฬโรคสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หลักๆ ได้แก่

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • ถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยหมัดจะกัดสัตว์ที่เป็นโรคแล้วมากัดคนต่อ
  • การสัมผัสโดยตรง สัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อ
  • การสูดดมละอองฝอย เกิดขึ้นในกรณีของกาฬโรคปอด เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม หรือเกิดอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการวิจัยที่มีการฟุ้งกระจายของเชื้อ

3 รูปแบบของกาฬโรคและอาการที่ต้องสังเกต

กาฬโรคแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักตามลักษณะการแสดงอาการ ดังนี้

ชนิดของกาฬโรค
ลักษณะการติดเชื้อ
อาการเด่น
ระดับความอันตราย
1. กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
พบบ่อยที่สุด เกิดจากการถูกหมัดที่มีเชื้อกัด
ต่อมน้ำเหลืองตามขาหนีบ รักแร้ หรือคอ บวมโตและปวดอย่างรุนแรง มีไข้สูง หนาวสั่น
อันตรายปานกลางถึงสูง หากรักษาทันเวลาด้วยยาปฏิชีวนะ อัตราการรอดชีวิตสูง
2. กาฬโรคในกระแสเลือด
เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง หรือลามมาจากต่อมน้ำเหลือง
ไข้สูง ปวดท้อง ช็อก ปลายมือปลายเท้าเขียวดำเนื่องจากเนื้อเยื่อขาดเลือด
ร้ายแรงสูง อาจทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว
3. กาฬโรคปอด
เชื้อเข้าสู่ปอด หรือสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อ
ไอเป็นเลือด หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อันตรายสูงสุด แพร่จากคนสู่คนได้ง่าย และเสี่ยงเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับยาภายใน 24 ชม.

ความอันตรายและการรักษาในยุคปัจจุบัน

ในอดีต กาฬโรคอาจดูเหมือนโรคร้ายที่ยากจะรักษา แต่สำหรับวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Streptomycin, Gentamicin หรือ Doxycycline หากได้รับการวินิจฉัยและรับยาอย่างทันท่วงทีในระยะแรก

สิ่งที่ทำให้องค์กรสาธารณสุขทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญกับกาฬโรค โดยเฉพาะกรณีข่าวอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการวิจัย คือเรื่องของ กาฬโรคปอด ซึ่งสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้ง่าย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยชีวภาพ (Biosafety) ที่ต้องเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดรอดสู่ชุมชน

วิธีการป้องกันและข้อควรปฏิบัติ

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ ไม่สัมผัสหนู กระรอก หรือสัตว์ป่าที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
  2. ควบคุมและกำจัดหมัดในสัตว์เลี้ยง ดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยง หยอดยากันเห็บหมัดอย่างสม่ำเสมอ
  3. รักษาความสะอาดในบริเวณบ้าน กำจัดแหล่งสะสมขยะหรือเศษอาหารที่อาจเป็นแหล่งพาหะของหนู
  4. ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยในห้องแล็บ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือนักวิจัย ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และปฏิบัติตามเกณฑ์ Biosafety อย่างเคร่งครัด

แม้ข่าวการเฝ้าระวังเชื้อในต่างประเทศจะสร้างความตื่นตัว แต่ประชาชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องตระหนกตกใจจนเกินไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าใจสาเหตุและอาการ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างถูกวิธี

ข้อมูลอ้างอิง

  • องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO)
  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention - CDC)
  • รายงานข่าวสารจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการความปลอดภัยชีวภาพ