ชีวิตวัยทำงานที่เร่งรีบ และเต็มไปด้วยความเครียด มักทำให้หลายคนคุ้นเคยกับความเหนื่อยล้า จนเผลอปลอบใจตัวเองเวลาที่ร่างกายส่งสัญญาณแปลกๆ ว่า "คงแค่พักผ่อนน้อย นอนสักหน่อยก็คงหาย" แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการเหนื่อยหอบหรือใจสั่นที่คุณกำลังเผชิญ อาจไม่ได้จบลงแค่ที่เตียงนอน แต่อาจเป็นเสียงกระซิบเตือนจากร่างกายว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดกำลังคืบคลานเข้ามาเงียบ

ผศ.พญ.ทรรศลักษณ์ ทองหงษ์ อาจารย์ประจำหน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า โรคหัวใจยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ และหลายคนมักมีความผิดปกติโดยไม่รู้ตัว เพราะในระยะแรกอาการจะค่อยเป็นค่อยไป จนถูกกลืนไปกับความเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตประจำวัน การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เรารับมือและรักษาได้ทันท่วงที

5 สัญญาณอันตราย "หัวใจ" กำลังประท้วงที่ไม่ควรมองข้าม

1. แน่นหน้าอกหรือเจ็บหน้าอก

ความรู้สึกจุก แน่น เหมือนมีของหนักมากดทับบริเวณกลางหน้าอกหรือค่อนไปทางซ้าย บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปถึงกราม คอ หลัง ไหล่ หรือแขน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในขณะที่ออกแรงทำกิจกรรม และอาการมักจะทุเลาลงเมื่อได้หยุดพัก หากคุณมีอาการลักษณะนี้ถี่ขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะนี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือด

2. เหนื่อยง่ายหรือหายใจลำบากผิดปกติ

หากคุณพบว่าตัวเองเหนื่อยหอบง่ายกว่าเดิม ทั้งที่ทำกิจกรรมในระดับปกติ เช่น การเดินขึ้นบันไดหรือเดินระยะทางสั้นๆ นอกจากนี้ หากมีอาการหายใจลำบากเมื่อนอนราบจนต้องหนุนหมอนให้สูงขึ้น หรือตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก นี่คือสัญญาณที่ต้องรีบไปพบแพทย์

3. ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

บางคนอาจรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นรัว เต้นสะดุด หรือเต้นช้าแบบผิดปกติ โดยเฉพาะหากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน ยิ่งถ้าเกิดร่วมกับอาการหน้ามืดหรือวิงเวียนด้วยแล้ว ควรรีบตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

4. วูบ เวียนศีรษะ หรือหน้ามืดบ่อย

อาการเป็นลมวูบมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด ซึ่งส่งผลให้เลือดถูกส่งไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ผู้ที่มีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือวูบร่วมกับอาการเหนื่อยหอบ ไม่ควรปล่อยผ่านเด็ดขาด

5. เท้า ข้อเท้า หรือขาบวม

ลองสังเกตที่ข้อเท้า เท้า หรือขาทั้งสองข้าง หากพบว่ามีอาการบวม โดยเฉพาะลักษณะการบวมที่เมื่อใช้นิ้วกดลงไปแล้วผิวมีรอย "บุ๋ม" ค้างอยู่ นี่อาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำในร่างกาย ซึ่งมักพบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ต้องบอกว่าผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง คือกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังและตรวจประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ควบคู่กันไปกับการพักผ่อนน้อย ทั้งคนที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด มีภาวะน้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียดสะสม หรือแม้แต่ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งให้หัวใจเสื่อมสภาพเร็วขึ้นทั้งสิ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการเหงื่อออกท่วมตัว ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หน้ามืด หรือปวดร้าวไปยังแขนและกราม ห้ามรอดูอาการหรือคิดไปเองว่าเดี๋ยวก็หายเด็ดขาด สิ่งที่ต้องทำคือการรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะในภาวะฉุกเฉินเกี่ยวกับหัวใจ ทุกนาทีที่ผ่านไปมีความสำคัญต่อชีวิตเสมอ การดูแลหัวใจที่ดีที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการ แต่เราสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยการหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ข้อมูล : แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่