ปัญหาจากชิปหน่วยความจำส่งผลให้ราคาสมาร์ทโฟนทั่วโลกแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนเป็นเหตุให้ยอดขายในตลาดต่างๆ ทั่วโลกลดลง แต่ถึงกระนั้นแอปเปิลยังเป็นแบรนด์ที่มีทิศทางการเติบโต

Counterpoint Research บริษัทวิจัยตลาดด้านเทคโนโลยี เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดเกี่ยวกับตลาดสมาร์ทโฟนที่ครอบคลุมใน 4 ตลาดใหญ่ที่เป็นตลาดสำคัญของธุรกิจสมาร์ทโฟน ออกเป็น 4 ฉบับ ได้แก่ ยุโรป จีน อินเดีย และลาตินอเมริกา

ที่น่าสนใจก็คือ ทั้ง 4 ตลาดมียอดจัดส่งหรือยอดขายติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักแทบไม่ต้องคาดเดานั่นเป็นเพราะมาจากปัญหาภาวะขาดแคลนชิปเซตหน่วยความจำที่ทำให้ต้นทุนการผลิต และราคาขายปลีกสูงขึ้นอย่างมาก

ทางด้านแอปเปิล ซึ่งอยู่ในกลุ่มพรีเมียมโฟน กลับเป็นแบรนด์ที่เติบโตสวนกระแสตลาด แล้วก็ทำผลงานได้ดีจาก 3 ใน 4 ของตลาดใหญ่ ยกเว้นที่ตลาดประเทศจีน ซึ่งชะลอตัวลงก่อนการเปิดตัว iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max รวมถึง iPhone Ultra ในเดือนกันยายนนี้

ในภาพรวม ยอดจัดส่งในยุโรปไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 35 ล้านเครื่อง ต่ำที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2023 ลาตินอเมริกาลดลง 10 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน ซึ่งเป็นการติดลบรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ด้านจีน ยอดขาย 30 สัปดาห์แรกของปีลดลง 8.6 เปอร์เซ็นต์ และกลับมาติดลบเลขสองหลักอีกครั้งหลังจบเทศกาล 618 ส่วนอินเดียช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ยอดขายรายสัปดาห์ต่ำกว่าปีก่อนแทบตลอดช่วง มีเพียง 2 สัปดาห์ที่เติบโต ซึ่งทั้งสองครั้งเกิดขึ้นรอบเทศกาลลดราคาใหญ่

ผลงานของแอปเปิลสวนทางกับภาพนี้ในสามตลาด ในยุโรปเพิ่มส่วนแบ่งการจัดส่งจาก 25 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสเดียวกันของปี 2025 ขึ้นมาอยู่ที่ 34 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับซัมซุง (Samsung) ที่ขยับขึ้นจาก 31 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แบรนด์จีนเสียส่วนแบ่งทั้งหมด ทั้งเสียวหมี่ (Xiaomi), ออปโป้ (Oppo) และออเนอร์ (Honor)

ในอินเดีย แอปเปิลเติบโต 15 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดในตลาด จากความต้องการที่ต่อเนื่องของ iPhone 17 Series และโปรแกรมผ่อนชำระ ส่วนในลาตินอเมริกาเติบโต 5 เปอร์เซ็นต์ จากการเลือกแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทนการขึ้นราคา บวกกับแรงส่งของ iPhone 17 Pro Max และ iPhone 17e ยังครองกลุ่มราคาเกิน 600 ดอลลาร์สหรัฐ ในภูมิภาคด้วยส่วนแบ่งราว 51 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งห่างซัมซุงที่ราว 40 เปอร์เซ็นต์

จีนเป็นข้อยกเว้นเดียว โดยแอปเปิลเข้าสู่ช่วงชะลอตัวตามฤดูกาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังราคาขายกลับสู่ระดับปกติและดีมานด์ส่วนใหญ่ถูกดึงไปใช้ในช่วง 618 ไปแล้ว ขณะที่หัวเว่ย (Huawei) ยังครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งยอดขายรายสัปดาห์เกิน 20 เปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ไตรมาส 2

ยาน สตริยัค ผู้อำนวยการร่วมของ Counterpoint Research ระบุว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นทำให้ราคาเครื่องแพงขึ้น และผู้ผลิตได้สั่งลดโปรโมชันลงเพื่อรักษาอัตรากำไร ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งมีสงครามอิหร่านเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ทั้งนี้ยุโรปตะวันตกทำผลงานดีกว่าคาดจากกระแสพรีเมียม ขณะที่ยุโรปตะวันออกซึ่งพึ่งพาเครื่องราคาประหยัดจากแบรนด์จีนหดตัวรุนแรงกว่า และ Counterpoint Research คาดว่าตลาดยุโรปจะติดลบต่อเนื่องอีกหลายไตรมาส โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องราคาถูก

ภาพรวมทั้ง 4 รายงานสอดคล้องกับรายงานตลาดโลกของ Counterpoint Research ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาส 2 ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2013 

ทั้งนี้ Counterpoint คาดว่าแรงกดดันด้านต้นทุนหน่วยความจำจะยังต่อเนื่องตลอดครึ่งหลังของปี 2026 แต่กว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอาจต้องรอไปจนถึงปี 2028 โดยบริษัทวิจัยตลาดแห่งนี้มองว่าอุปทานและราคาหน่วยความจำ ไม่ใช่ความต้องการของผู้บริโภค จะเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางตลาดในอีก 18 ถึง 24 เดือนข้างหน้า

ที่มา: Counterpoint Research