หากพูดถึงชื่อ "เมืองลับแล" จังหวัดอุตรดิตถ์ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องเล่าของเมืองแม่ม่ายปริศนาที่ซ่อนตัวอยู่ในสายหมอกและหุบเขา ดินแดนที่มี "คำสาปเมืองลับแล" และกฎเหล็กอันโด่งดัง นั่นคือ "ห้ามพูดโกหก" หากใครผิดศีลข้อนี้จะต้องถูกขับออกจากเมืองทันที
เปิดที่มา "เมืองลับแล" ทำไมถึงชื่อนี้
อำเภอลับแล เป็นเมืองโบราณ ที่มีภูมิประเทศของลับแลตั้งอยู่ในซอกเขา มีทิวเขาสลับซับซ้อนและมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ในอดีตยามที่แดดส่อง พื้นที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยหมอกควันและร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ จนทำให้ผู้คนภายนอกมองเข้ามาได้ยากและเดินหลงทางได้ง่าย จึงเป็นที่มาของคำว่า "ลับ-แล" ที่หมายถึง มองดูแล้วลับสายตาไป
ส่วนกุศโลบายเรื่องการห้ามพูดโกหก ถือเป็นการสอดแทรกคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและการรักษาศีล 5 เข้ากับวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขและมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ตำนาน “ลับแล” โศกนาฏกรรมความรักจากการผิดสัจจะวาจา
ตำนานพื้นบ้านเล่าว่า “เมืองลับแล” เป็นเมืองแม่ม่ายที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศอันสลับซับซ้อน ภายในเมืองมีเพียงผู้หญิงอาศัยอยู่ ทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความดี มีศีลธรรม และยึดมั่นในสัจจะวาจา
วันหนึ่ง ชายชาวเมืองทุ่งเดินหลงเข้าไปในป่าและค้นพบเมืองลับแล เขาได้พบรักกับหญิงสาวชาวเมือง ก่อนที่หญิงสาวจะพาเขาเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา โดยมีข้อแม้สำคัญว่า ชายหนุ่มจะต้องไม่พูดโกหก ซึ่งเขาก็ตกลงและให้คำมั่นสัญญา ทั้งสองครองรักกันจนมีบุตรหนึ่งคน
ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่ภรรยาออกไปเก็บผักและหาฟืน ลูกน้อยเกิดหิวนมและร้องไห้ไม่หยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบลูกด้วยการพูดว่า “แม่กลับมาแล้ว” แม้จะเป็นเพียงคำโกหกเพื่อให้ลูกหยุดร้อง แต่เมื่อภรรยาทราบเรื่อง ก็จำเป็นต้องให้สามีออกจากเมืองลับแล เพราะเขาผิดคำสัญญาและไม่รักษาสัจจะวาจา
ก่อนจากกัน ภรรยามอบย่ามใบหนึ่งให้สามี พร้อมกำชับว่าอย่าเปิดดูระหว่างทาง แต่ชายหนุ่มไม่เชื่อคำของภรรยา เมื่อเปิดย่ามออกดูก็พบว่าภายในมีเพียงหัวขมิ้น เขาจึงนำขมิ้นส่วนใหญ่ทิ้งไป เหลือติดย่ามกลับบ้านเพียงหัวเดียว
เมื่อเดินทางถึงบ้าน ชายหนุ่มจึงพบว่าหัวขมิ้นที่เหลืออยู่นั้นได้กลายเป็นทองคำ ทว่าเมื่อย้อนกลับไปตามหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ เขาก็ไม่อาจพบทั้งขมิ้นและเส้นทางกลับเข้าสู่เมืองลับแลได้อีกเลย
“ลับแล” เป็นชื่อที่สะท้อนลักษณะภูมิประเทศอันลึกลับและสลับซับซ้อน เนื่องจากมีภูเขาและป่าไม้ปกคลุม ทำให้ผู้คนจากภายนอกเดินทางเข้าสู่พื้นที่ได้ยาก นอกจากนี้ ในอดีตชาวลับแลยังไม่นิยมติดต่อหรือพบปะกับคนต่างถิ่นมากนัก ด้วยสภาพภูมิประเทศและวิถีชีวิตของผู้คนดังกล่าว พื้นที่แห่งนี้จึงได้รับการขนานนามว่า “ลับแล” นั่นเอง