กระทบจีดีพีลด 0.15%เงินเฟ้อเพิ่ม 0.5% ธปท.ชี้สงครามอิหร่านทำ“น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง”

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

กระทบจีดีพีลด 0.15%เงินเฟ้อเพิ่ม 0.5% ธปท.ชี้สงครามอิหร่านทำ“น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง”

Date Time: 4 มี.ค. 2569 07:30 น.

Summary

ธปท.เกาะติดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่าน หวั่นดันราคาน้ำมันพุ่งสูง 10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรลล์ กดจีดีพีลดลง 0.15% ดันเงินเฟ้อพุ่ง 0.5% กระทบค่าครองชีพประชาชน ชี้ลดดอกเบี้ยประคองเศรษฐกิจ

Latest

ร้านอาหารในห้างหวั่นใจ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านต่อประเทศไทยว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อตลาดเงิน และตลาดทุนทั่วโลก และผลกระทบที่รุนแรงจะมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และยิ่งหากราคารน้ำมันปรับขึ้นแรงๆ จะมีผลกระทบมากแน่นอน โดยหากคิดตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี หากราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นไป 10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรลล์ก็จะมีผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ประมาณ 0.1-0.15% ซึ่งผลกระทบตรงๆ ต่อจีดีพีอาจจะมีจำกัด แต่จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันมีสัดส่วนคำนวณอยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อของเราประมาณ 13% ซึ่งส่วนนี้เรามีความเป็นห่วงมากกว่า เพราะหากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีปรับเพิ่มขึ้น 10 เหรียญต่อบาเรลล์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มชึ้น 0.4-0.5% ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องถึงค่าครองชีพของประชาชน

“ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา เราเห็นโอกาสที่จะเกิดสงครามอยู่แล้ว แต่สงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้รุนแรงกว่าที่ กนง.คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปริมาณน้ำมันดิบโลก 20-25% ต้องส่งผ่านช่องทางนี้ รวมทั้งน้ำมันที่ประเทศไทยนำเข้าด้วย ซึ่งคงจะต้องติดตามว่า สงครามที่เกิดขึ้นนี้ยาวนานแค่ไหน เพราะหากยาวนานอาจจะกระทบไปถึงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน และทุกประเทศจะต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่ โดยเฉพาะประเทศในเอเซียที่ใช้น้ำมันจากแหล่งนี้ค่อนข้างมาก โดยไทยใช้น้ำมัน 60% ของทั้งหมดนำเข้าจากสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ และซาอุดิอาระเบีย ทำให้ต้องจับตาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการจัดหาน้ำมันในโลก หรือหาพลังงานอื่นมาทดแทน และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่”

ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ว่า ถึงแม้มองว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจเพิ่งจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมาเพียงไตรมาสเดียว และบางส่วนของการเติบโตมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่งพลัส หรือการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพราะมาตรการภาษีจะหมดไป ดังนั้น กนง.เห็นว่า ควรจะมีการประคองให้เศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป ในระยะยาว

ทั้งนี้ หากคิดตามศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เราสามารถเติบโตได้เต็มที่ 2.7% แต่ปีนี้คาดว่าเราจะโตได้ประมาณ 1.9% ซึ่งในการประมาณการยังไม่ได้เกิดเรื่องสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น นโยบายการเงินจึงมีช่องว่างเข้าไปประคองได้ และช่วยให้เงินเฟ้อกลับมาเข้าสู่เป้าหมาย และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% น่าจะต่ำกว่าต้นทุนเงินฝากของเขา ทำให้ธนาคารต้องเร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น  แต่ที่ตลาดแปลกใจอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้ประมาณเดือน เม.ย.หรือ มิ.ย. แต่ไหนๆ จะต้องประคองเศรษฐกิจอยู่แล้ว กนง.ก็เห็นว่าควรทำเร็วไปเลย

“ธปท.ยังคงดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจเป็นหลัก  แต่บริบทของประเทศอาจจะเปลี่ยนไป เพราะเศรษฐกิจไทยโตลดลงๆ เรื่อยๆ เและลดลงมาถึงจุดหนึ่งที่หากเราไม่เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ทำหลายโครงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะหากไม่แก้ปัญหา จีดีพีจะลงมาเรื่อยๆ และลงมาจุดที่กระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวอย่างแน่นอน เช่น รายได้ของคนลดลง เศรษฐกิจลดลงเรื่อยๆ หนี้สินครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น รายได้ไม่พอใช้ก็ต้องไปกู้  ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีปิดกิจการและแม้แต่การเร่งแก้หนี้ก็ทำให้ได้ผลจริงไม่ได้ หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ธปท.มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจ อันนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เรายังยึดโยงกับภารกิจหลักคือเสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว แต่เข้าไปช่วยเชิงโครงสร้าง”

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า จะเห็นว่าธปท.เข้าไปร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น และการดำเนินนโยบายการเงินการคลังมีความสอดคล้องกันมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วยกับรัฐบาลทุกเรื่อง เรายังเป็นอิสระ การตัดสินใจดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงิน เราไม่ได้ฟังใคร เราดูตามข้อมูลที่เหมาะสมของเรา แต่ในเรื่องเชิงโครงสร้างเราก็เข้าไปช่วย ที่กำลังดำเนินการอยู่คือ การแก้ไขปัญหาทุนเทา ซึ่งในกลางเดือนนี้จะออกเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์สอบถามอย่างเข้มงวด กรณีเบิกเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไปว่านำไปใช้ทำอะไร ถ้าตอบคำถามไม่ได้ ธนาคารจะขอให้จ่ายเป็นเช็ค หรือโอนเงิน เพราะสามารถติดตามเส้นทางเงินได้ ขณะที่ในส่วนของมาตรการแก้หนี้ ในระยะต่อไปจะมีมาตรการแก้หนี้ออกมาเป็นระยะๆ เพื่อแก้หนี้ประเภทอื่นๆ ส่วนการดูแลค่าเงินบาท มาตรการเรื่องการจำกัดการซื้อทองคำเป็นเงินบาท 50 ล้านบาท ที่เริ่มในวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมาน่าจะช่วยได้บ้าง ขณะที่การแทรกแซงค่าเงินบาทนั้น ยังคงทำตามความตามความเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดที่ทำได้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ