
กรมการข้าวเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ข้าวไทยยุคใหม่ Low Carbon” ปรับโฉมกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรับมือวิกฤตโลกร้อนและมาตรการกีดกันการค้าโลก ชูความสำเร็จศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ปทุมธานี คว้าฉลากคาร์บอนรายแรกภาคกลาง เตรียมส่งออกตลาดพรีเมียม พร้อมวางระบบขาย “คาร์บอนเครดิต” เสริมรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ
นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงภาพรวมของนโยบายข้าวยั่งยืนว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย 2 ด้านหลัก คือสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง และกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากข้าวไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันทันที กรมการข้าวจึงได้เร่งผลักดันโมเดลการทำนาคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับข้าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก
สำหรับประเด็นหลักที่กรมการข้าวเร่งดำเนินการภายใต้การนำของนายอานนท์ ประกอบด้วย การใช้กลไกของ “ศูนย์ข้าวชุมชน” ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 6,853 แห่ง เป็นหัวหอกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำเรื่องกระบวนการจัดการแปลงนาอย่างประณีตผ่านหลักการ “4 ปรับ” ได้แก่ 1. ปรับการจัดการน้ำด้วยระบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซมีเทน 2. ปรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินลดสารเคมี 3. ปรับการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรโดยการไถกลบตอซังทดแทนการเผาเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 และ 4. ปรับกระบวนการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP
อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การลดโลกร้อน แต่คือการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยกรมฯ มีแผนที่จะสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณค่าของข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมเชื่อมโยงตลาดระดับพรีเมียมและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ส่งออกและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อให้ชาวนาสามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุนช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการขาย “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งจะเปลี่ยนจากภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นกำไรในกระเป๋าของเกษตรกร
ด้านนายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวถึงความสำเร็จในเชิงพื้นที่ว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการขับเคลื่อนกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร “ข้าวชาวนาร่วมใจ” จังหวัดปทุมธานี จนสามารถยกระดับการผลิตและแปรรูปข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” (Carbon Label) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรรายแรกในเขตภาคกลางที่ได้รับรองมาตรฐานนี้
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นครอบคลุมผลิตภัณฑ์ข้าวถึง 4 รายการ ได้แก่ ข้าว กข43 (ขนาดบรรจุ 1 กก. และ 5 กก.), ข้าว กข91 (ขนาดบรรจุ 5 กก.) และที่สำคัญคือเมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 (ขนาดบรรจุ 25 กก.) ซึ่งการที่เมล็ดพันธุ์ได้รับฉลากคาร์บอนด้วยนั้น จะเป็นต้นทางสำคัญในการกระจายการผลิตข้าวยั่งยืนไปยังพื้นที่อื่นๆ ปัจจุบันกลุ่มเครือข่ายฯ มีสมาชิกที่เข้าร่วมอย่างเข้มแข็งและพร้อมที่จะเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อขยายผลการทำนาคาร์บอนต่ำให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศ