
สหภาพยุโรปเสนอให้ไทยยกระดับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชตามมาตรฐาน UPOV 1991 ในการเจรจา FTA เพื่อส่งเสริมสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา “UPOV 1991” กลับมาเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทยอีกครั้ง หลังถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยเฉพาะข้อเสนอให้ไทยยกระดับการคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับมาตรฐาน UPOV 1991 ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวที่อาจกำหนดทิศทางทางกติกาทรัพย์สินทางปัญญาด้านพันธุ์พืชของไทย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของเกษตรกร และการคุ้มครองพันธุ์พืชในอนาคต และมากไปกว่านั้นที่เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบมาถึงเรื่องใกล้ตัวของเราทุกคน นั่นคือเรื่อง ต้นทุนการผลิตอาหาร และเงินที่คนไทยต้องใช้จ่ายนในแต่ละวัน
UPOV ย่อมาจาก International Union for the Protection of New Varieties of Plants หรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ที่มีบทบาทด้านการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชผ่านระบบทรัพย์สินทางปัญญา
จุดตั้งต้นของ UPOV เกิดขึ้นในปี 1961 จากอนุสัญญาระหว่างประเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างระบบคุ้มครองสิทธิของ “นักปรับปรุงพันธุ์พืช” หรือ Breeders คล้ายกับแนวคิดที่ว่า หากมีผู้ลงทุนเงินและเวลาในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ก็ควรมีสิทธิในการควบคุมและได้รับผลตอบแทนจากพันธุ์นั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ต่อไป
ภายใต้ UPOV 1991 สิทธิของผู้ถือพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง จะครอบคลุมกิจกรรมสำคัญ ๆ เช่น การผลิตหรือขยายพันธุ์ การเสนอขาย การจำหน่าย การนำเข้าและส่งออก โดยมีระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 20 ปีสำหรับพืชทั่วไป และ 25 ปี สำหรับไม้ยืนต้นและเถาวัลย์ เป็นต้น
ทั้งนี้อนุสัญญาถูกแก้ไขในปี 1972, 1978 และครั้งสำคัญในปี 1991 ที่กรุงเจนีวา โดย Diplomatic Conference จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-19 มีนาคม 1991 นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “UPOV 1991 Act”
ดังนั้น UPOV 1991 จึงไม่ถือเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป และ EU ไม่ใช่ผู้กำหนด UPOV เพียงฝ่ายเดียว แต่ถือเป็นกติกาพหุภาคีที่พัฒนาผ่านระบบ UPOV และการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิก โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับไทยในเวลานี้ คือ EU ได้นำมาตรฐาน UPOV 1991 นี้เองมาเป็นข้อเสนอหนึ่งในการเจรจา FTA กับไทย
ไทยไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 แต่มีระบบกฎหมายภายในของตัวเอง คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งภายใต้กฎหมายไทยปัจจุบัน เกษตรกรมีสิทธิในการเก็บและนำส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองผลิตไปปลูกต่อได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐบาลยืนยันว่ามาตรา 33 ยังให้สิทธิเกษตรกรในเรื่องดังกล่าว
จุดนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของข้อถกเถียง เพราะหากไทยรับข้อผูกพันตามที่ EU เสนอ และต้องปรับกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 แล้วนั้น รายละเอียดของข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรจะกลายเป็นหัวใจสำคัญทันที
อย่างไรก็ตาม UPOV 1991 ไม่ได้เขียนว่า “เกษตรกรทุกคนห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์” เพราะ Article 15(2) ของ UPOV 1991 เปิดทางให้แต่ละประเทศกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการใช้ผลผลิตที่เกษตรกรเก็บไว้เพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ ภายใต้เงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด ดังนั้นรายละเอียดกฎหมายภายในของไทยจึงยังเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างมากในลำดับต่อไป
ทั้งนี้ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกรจากหลายพื้นที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยกังวลว่าการยกระดับสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์อาจทำให้พื้นที่ของเกษตรกรในการ เก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และใช้เมล็ดพันธุ์ ลดลง และอาจเพิ่มต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย
โดยฝั่งสภาผู้บริโภคก็ได้ยกระดับคำถามจากเรื่องเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคเช่นกัน โดยเตือนว่า หากต้นทุนเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น ต้นทุนดังกล่าวอาจถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเกษตร รวมถึงอาหาร
ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ที่กำลังพิจารณายังคงเปิดทางให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์ของพืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่ว ไว้ปลูกต่อในแปลงของตัวเองได้ และยืนยันว่าพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น และพันธุ์สาธารณะยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามเดิม
ขณะที่ผู้แทนการค้าไทย ระบุว่า ประเด็นเรื่อง IP ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะกับพันธุ์พืช แต่เชื่อมโยงถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร การเข้าถึงวัตถุดิบสินค้าเกษตรและอาหาร และพื้นที่เชิงนโยบายของประเทศ จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างมาตรฐาน IP กับผลประโยชน์ของประเทศ
สำหรับท่าทีของรัฐบาล ล่าสุด ณ เดือนตุลาคม ระบุว่า ไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 โดยย้ำว่า FTA ไทย-EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา และข้อเสนอของ EU ยังไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้ายของไทย โดยระบุชัดว่า หากการเจรจาหรือการแก้กฎหมายทำให้เกษตรกรเสียสิทธิหรือประเทศไทยเสียเปรียบ รัฐบาลจะไม่เดินหน้าโดยไม่พิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน
ตรงกันข้ามกับภาคประชาชนที่กังวลเรื่องการผูกขาด ภาคธุรกิจเมล็ดพันธุ์บางส่วนกลับมองว่า ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชที่แข็งแรงขึ้นจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน R&D
นำโดย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยที่แสดงจุดยืนสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายภายในให้ทันสมัยและสอดคล้องกับหลักสากล อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาร่วมกับเงื่อนไข FTA และผลประโยชน์ของประเทศ
เพราะถ้าบริษัททุ่มเงินไปกับการพัฒนาพันธุ์ใหม่ แต่คู่แข่งสามารถนำพันธุ์นั้นไปขยายพันธุ์และขายต่อได้ง่าย แรงจูงใจในการลงทุนก็ลดลง ในทางกลับกันหากสิทธิแข็งแรงขึ้น บริษัทก็สามารถสร้างรายได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ การขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของ และการส่งออกพันธุ์ได้มากขึ้น
ปัจจุบันผู้เล่นในตลาดเมล็ดพันธุ์ไทย ประกอบด้วยบริษัทไทย บริษัทที่มีฐานธุรกิจในไทย และบริษัทข้ามชาติ โดยกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญ เช่น เจียไต๋ (Chia Tai) ซึ่งมีธุรกิจเมล็ดพันธุ์และงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชของตนเอง, East-West Seed บริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทยและเชี่ยวชาญเมล็ดพันธุ์ผักเขตร้อน โดยมีเครือข่าย R&D และตลาดในหลายประเทศ, Syngenta ผู้เล่นระดับโลกในธุรกิจเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีการเกษตร
รวมถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ระดับโลกอื่นๆ เช่น Groupe Limagrain, Rijk Zwaan, Enza Zaden และ Known-You Seed ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้เล่นสำคัญของตลาดเมล็ดพันธุ์ผักไทยโดยงานวิจัยตลาดล่าสุด หมายความว่า เมื่อพูดถึง UPOV 1991 จึงไม่ได้มีเพียงเกษตรกรไทยกับรัฐบาล แต่ยังมีอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และระบบทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกอยู่ในสมการนี้ด้วย
ด้านมูลค่าตลาด งานวิจัยของ Mordor Intelligence ประเมินว่า ตลาดเมล็ดพันธุ์ไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 702 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 727.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ก่อนแตะ 868.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2574 สะท้อนว่าเมล็ดพันธุ์เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อย และมีทั้งผู้เล่นไทยและบริษัทข้ามชาติอยู่ในตลาด
ขณะที่ในด้านการค้า ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ แต่ยังเป็นฐานผลิตและส่งออกด้วย โดยข้อมูล World Bank–UN Comtrade ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์ ผลไม้ และสปอร์ที่ใช้สำหรับเพาะปลูก ตามพิกัด HS 1209 มูลค่า 137.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 พันล้านบาท ปริมาณรวม 6.29 ล้านกิโลกรัม โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ จีน อินเดีย ปากีสถาน และสหรัฐฯ
ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนภาพที่สำคัญว่า ไทยไม่ได้อยู่เพียงปลายทางของห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์ แต่มีบทบาทเป็นทั้ง ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้นำเข้า และเมื่อเมล็ดพันธุ์ถูกยกระดับจากปัจจัยการผลิตไปสู่ “ทรัพย์สินทางปัญญา” การเปลี่ยนแปลงของกติกาจึงไม่ได้กระทบเฉพาะสิทธิของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องกับมูลค่าทางธุรกิจ การลงทุนวิจัยและพัฒนา ต้นทุนการผลิต และอำนาจต่อรองของผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อาหาร
อย่างไรก็ตาม หากไทยยกระดับระบบคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 สิ่งที่ควรมองให้ลึกกว่าแค่ว่า ใครมีสิทธิในเมล็ดพันธุ์ คือ อาจต้องพิจารณาให้ถึงห่วงโซ่ว่าใครจะเป็นคนจ่ายต้นทุนของสิทธินั้น และต้นทุนจะถูกส่งต่อไปไกลแค่ไหน
ขยายความให้เห็นภาพง่ายขึ้น เริ่มตั้งแต่ นักปรับปรุงพันธุ์ / เจ้าของพันธุ์ → บริษัทเมล็ดพันธุ์ → ผู้ขาย → เกษตรกร และหลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยัง เกษตรกร → ผู้รวบรวมผลผลิต → โรงงานอาหาร → ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีก → ผู้บริโภค
เพราะเมื่อเมล็ดพันธุ์กลายเป็นทรัพย์สินที่ตีราคาได้ สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์หรือเจ้าของพันธุ์ก็สามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ ผ่านการขายเมล็ดพันธุ์ การอนุญาตให้ใช้พันธุ์ หรือค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากพันธุ์นั้น
ทั้งนี้ผลกระทบอาจไม่ใช่ในลักษณะที่ว่า UPOV 1991 จะทำให้อาหารแพงขึ้นทันที เพราะราคาสินค้าอาหารไม่ได้ถูกกำหนดจากเมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว ยังมีต้นทุนปุ๋ย พลังงาน น้ำ แรงงาน ขนส่ง ค่าเช่าที่ดิน อัตราแลกเปลี่ยน และการแข่งขันในตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์มีความสำคัญตรงที่อยู่ “ต้นน้ำสุดของห่วงโซ่การผลิตอาหาร” หากต้นทุนหรือเงื่อนไขการใช้พันธุ์เปลี่ยน ต้นทุนดังกล่าวก็มีโอกาสถูกส่งต่อจากเกษตรกรไปยังผู้รวบรวม โรงงานอาหาร และผู้ค้าปลีก ก่อนมาถึงผู้บริโภคในท้ายที่สุด
ในทางกลับกัน หากการคุ้มครองพันธุ์พืชที่เข้มแข็งขึ้นทำให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่เพิ่มผลผลิต และสามารถลดต้นทุนการผลิต หรือรับมือกับสภาพอากาศได้ดีขึ้นในเวลาเดียวกัน ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นก็อาจถูกชดเชยด้วยประสิทธิผลที่สูงขึ้น ดังนั้นตัวแปรสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเมล็ดพันธุ์จะแพงขึ้นเท่าไร แต่คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแลกกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน และใครเป็นคนได้ประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนั้น
หากไทยออกแบบกติกาให้เกิดการแข่งขัน มีแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรม และยังรักษาพื้นที่ของเกษตรกรได้ ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจกลับมาเป็นผลิตผลและรายได้ของประเทศ แต่หากต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่มีประสิทธิภาพมาชดเชย และอำนาจต่อรองกระจุกตัวอยู่ที่ต้นน้ำมากขึ้น ต้นทุนบางส่วนก็มีโอกาสไหลลงมาถึงราคาสินค้า และสุดท้ายกลายเป็นเงินที่คนไทยต้องจ่ายมากขึ้นนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล กรมประชาสัมพันธ์, สภาองค์กรของผู้บริโภค , ThaiGov , MOAC , WIPO
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney