ธนาคารกรุงเทพ เปิดเวที “The Great Green Transition” ปีที่ 2 ปลดล็อกธุรกิจไทย สู่เศรษฐกิจสีเขียว

Sustainability

ESG Strategy

Content Partnership

Content Partnership

Tag

ธนาคารกรุงเทพ เปิดเวที “The Great Green Transition” ปีที่ 2 ปลดล็อกธุรกิจไทย สู่เศรษฐกิจสีเขียว

Date Time: 25 มี.ค. 2569 11:00 น.
Content Partnership

Summary

ธนาคารกรุงเทพ จัดงาน “The Great Green Transition” ปีที่ 2 อัปเดตเทรนด์ความยั่งยืนโลก พร้อมเผย 3 ประเด็นสำคัญจากผู้นำองค์กรระดับโลก เพื่อแชร์วิสัยทัศน์และประสบการณ์ตรง ช่วยยกระดับธุรกิจไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างแท้จริง

ธนาคารกรุงเทพ จัดงาน “The Great Green Transition” ปีที่ 2 อัปเดตเทรนด์ความยั่งยืนโลก พร้อมเผย 3 ประเด็นสำคัญจากผู้นำองค์กรระดับโลก เพื่อแชร์วิสัยทัศน์และประสบการณ์ตรง ช่วยยกระดับธุรกิจไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างแท้จริง

“เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ 'ทางรอด' ในสมรภูมิการค้าโลกที่เปลี่ยนไป”

ยุคที่กติกาสากลอย่างมาตรการ CBAM และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกลายเป็นกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เรียกว่า “The Great Green Transition” งานเสวนาใหญ่ประจำปีโดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ‘สถาบันการเงินชั้นนำของภูมิภาค’ จึงได้ฉายภาพชัดถึงความท้าทายจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศและพลังงาน 

พร้อมแนะแนวทางให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับ SME จนถึงองค์กรใหญ่ เร่งปรับตัวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในโอกาสเปิดงานเสวนา “The Great Green Transition” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Sustainable Growth in Action” ว่า ในปัจจุบันประเด็นด้านความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "หัวใจสำคัญ" และโครงสร้างหลักในการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงทางกายภาพที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น เหตุการณ์อุทกภัยซ้ำซ้อนหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตโดยตรง 

ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือกฎกติกาโลกที่เปลี่ยนไป โดยนโยบายด้านสภาวะภูมิอากาศไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) 

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป โดยได้รับผลกระทบด้านภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ได้แก่ เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูง 

เช่นเดียวกับประเทศขนาดใหญ่อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และจีน ต่างทยอยออกข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอน หรือการจัดทำระบบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้มาตรฐาน เพื่อรักษาตลาดส่งออกสำคัญและความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน

ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะกระทบธุรกิจอย่างไร แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่คำถามที่ว่า องค์กรมีความพร้อมแค่ไหน จะสามารถปรับตัวได้รวดเร็วเพียงใด และจะใช้ประโยชน์จากโอกาสท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างไร เนื่องจากองค์กรที่ปรับตัวได้เร็วกว่าย่อมสามารถลดต้นทุนในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ไม่เพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ไปจนถึงผู้ผลิตอย่างภาคการเกษตร ก็ต้องเร่งปรับตัวเช่นกัน เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้เข้ามากำหนดมาตรฐานตั้งแต่ระดับวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการให้บริการ โดยมีระบบตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์เป็นตัวกำกับ หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ก็เสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิตของผู้ส่งออกได้

ชาติศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อยกระดับการจัดการและลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน การจัดการความร้อน หรือระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ 

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานในประเทศมีความผันผวนสูงจากปัจจัยความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอีกด้านหนึ่ง การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นโอกาสสำคัญให้ธุรกิจไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ ๆ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ธุรกิจต้องยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมกับรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องตระหนักว่าความยั่งยืน ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ผลิตสินค้า ผู้ให้บริการ ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ

“ธนาคารกรุงเทพในฐานะ ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เช่น การจัดงานเสวนา “The Great Green Transition” เวทีที่จะช่วยชี้แนวทางให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด และหลักสูตรสำหรับผู้นำองค์กร “Green Transition Academy” เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและนักธุรกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ” ชาติศิริ กล่าว 

โดยการจัดงานในปีนี้เป็นการต่อยอดจากงานเสวนา “The Great Green Transition” ของธนาคารในปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับมุมมองสู่แนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทการทำธุรกิจในไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การแปลงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศ 2. นวัตกรรมพลิกโฉมพลังงานและความยั่งยืน และ 3. เส้นทางองค์กรสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างแท้จริง 

ขณะเดียวกันธนาคารยังพร้อมสนับสนุนทางการเงินผ่าน “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนองค์กรและเทคโนโลยีที่จำเป็นสู่ธุรกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่น 

สำหรับสถานการณ์ความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกและการผลิต อย่างไรก็ตาม ชาติศิริ มองว่าความท้าทายเหล่านี้มาพร้อมกับโอกาส หากธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและปรับตัวตามโครงสร้างราคาใหม่ได้ทันท่วงที ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้านสภาพคล่องอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่องหรือความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) พร้อมเชื่อมั่นว่าลูกค้าของธนาคารส่วนใหญ่มีความสามารถในการปรับตัวได้ดี

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพยังได้วาง Roadmap การดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ 4-5 อุตสาหกรรมหลักที่จำเป็นต้องเร่งทำ Transition ในระยะนี้ พร้อมทั้งร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยในการให้ความรู้และสนับสนุนทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนหรือขาดองค์ความรู้ จะสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐาน Global Supply Chain ได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก "Green Transition" หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในเวทีการค้าโลก

ประเทศไทยในวันนี้ยืนอยู่บนจุดทางแยกที่สำคัญภายใต้แนวคิด "The Great Green Transition" ซึ่งเป็นการรื้อถอนฐานอุตสาหกรรมเดิมที่เต็มไปด้วยคาร์บอนไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อความยั่งยืน สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องตระหนักคือ กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เราจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราต้องการจะเป็น "ผู้นำ" ที่มองเห็นโอกาสและใช้เรื่องความยั่งยืนเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หรือจะรอเป็น "ผู้ตาม" 

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่นิ่ง ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กฎเกณฑ์ทางการค้าที่ซับซ้อน สงคราม และวิกฤติพลังงาน ธุรกิจไทยจำเป็นต้องมีแผนสำรองที่ยืดหยุ่น (Plan B และ Plan C) และต้องมีการทบทวนแผนกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องทุก 2-3 เดือน เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วกว่ารอบการทำแผนรายปี อย่างไรก็ตาม วิกฤติพลังงานรอบนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดโอกาสใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น

ในส่วนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การปรับตัวควรเริ่มต้นจาก "ทัศนคติของผู้บริหาร" ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เริ่มจากการวัดผลการปล่อยคาร์บอนของตนเอง โดยต้องไม่ลืมว่าการปล่อยคาร์บอนโดยตรงจากบริษัทมักมีสัดส่วนเพียง 10-20% แต่ส่วนที่เหลืออีกมหาศาลนั้นมาจาก "ซัพพลายเชน" และ "ลูกค้า" 

ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจให้คู่ค้าปรับตัวตามจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งภาคธนาคารเองก็พร้อมช่วยเหลือทั้งในด้านสินเชื่อสีเขียว การเสริมทักษะผ่านการสัมมนา และการจัดตั้งทีมที่ปรึกษาเพื่อลงไปช่วยปรับปรุงธุรกิจในเชิงลึก เพราะหากไม่ปรับตัว ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นจะกลายเป็นความเสียหายที่ไหลย้อนกลับมาทำลายธุรกิจในที่สุด

ขณะเดียวกันเรื่องของวิกฤติพลังงานที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บังคับให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบโลกขยับตัวสูงขึ้นจากระดับ 92-95 ดอลลาร์ ไปสู่ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เราต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาอาจไม่จบลงง่ายๆ และความเสียหายที่เกิดกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงงานหรือท่อส่งน้ำมันจากการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นอาจใช้เวลานานนับปีในการซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

ในระยะสั้น แผนการขับเคลื่อนเรื่อง "Green" หรือพลังงานสะอาดอาจต้องถูกจัดลำดับความสำคัญใหม่โดยยึดหลักความอยู่รอดเป็นตัวตั้ง แม้เป้าหมายระยะยาวจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกเช่นนี้ เราจำเป็นต้องพิจารณาแผนสำรองที่รวมถึงการกลับไปใช้ "ถ่านหิน" ซึ่งเป็นทรัพยากรที่เรามีอยู่และเคยเก่งในอดีตแต่ถูกระงับไปเพื่อเข้าสู่โลกยุคใหม่ เพราะเป้าหมายหลักคือการพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติพลังงานก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปชดใช้คืนให้กับโลกในภายหลัง เหมือนอย่างที่ประเทศในยุโรปเคยทำในช่วงที่มีปัญหากับรัสเซียและยูเครน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความโชคดีท่ามกลางวิกฤติ เพราะเราเป็นหนึ่งในผู้ผลิตโซลาร์เซลล์รายใหญ่ และกำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะกลายเป็นทางออกที่ยั่งยืน การส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งในระดับชุมชน โรงงาน และครัวเรือน รวมถึงการใช้รถ EV จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ผันผวนได้ในระยะยาว หากเราบริหารจัดการได้ดีและให้แรงจูงใจที่เหมาะสม เราจะสามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากทรัพยากรแสงแดดที่เรามีอยู่เองได้

สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ คำแนะนำคือให้เริ่มแนวคิด "Green" ตั้งแต่วันแรกที่สร้างธุรกิจ ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่รักโลกและอยู่ในเทรนด์ความต้องการของตลาด แต่ความยั่งยืนในยุคนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวสินค้า แต่ต้องรวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและการสร้างชื่อเสียงที่ดี ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดได้เหนือคู่แข่ง

“เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง GC (PTT Global Chemical) ยังต้องปรับตัวจากการพึ่งพาน้ำมันไปสู่ธุรกิจไบโอฟูเอล (Biofuel) และการใช้จุลินทรีย์ในการผลิตสารต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จริงๆ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ประสบการณ์จากบริษัทใหญ่เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า โลกสีเขียวเป็นโลกที่ตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่มองทะลุและพร้อมที่จะหยิบฉวยมันมาสร้างเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันในงานเสวนา “The Great Green Transition” ได้รับเกียรติจาก นีฟ คอลิเออร์-สมิธ รักษาการผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย, ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Bridging Global Climate Policy into Local Business Reality” โดยมีใจความสำคัญดังนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์รักษ์โลกแต่คือกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 60% ของ GDP จึงได้รับแรงกดดันโดยตรงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) นำไปสู่การตั้งเป้าหมายระดับชาติ 

โดยไทยมุ่งลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี 2578 และก้าวสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ซึ่งกุญแจสำคัญคือ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2569-2570 อันจะนำมาซึ่งระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (ETS) ภาษีคาร์บอน และมาตรฐาน Thailand Taxonomy ที่ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในการปรับตัวนี้ ภาคการเงินจะมีบทบาทสำคัญผ่าน Transition Finance เพื่อสนับสนุนกลุ่ม SME ซึ่งคิดเป็น 99.5% ของธุรกิจไทย ให้สามารถตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และเข้าถึงแหล่งทุนได้ โดยมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI และ Digital Twin เป็นเครื่องมือช่วยจำลองการออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานสูงสุดก่อนเริ่มผลิตจริง ขณะที่ธุรกิจใหม่ถูกแนะนำให้ชูจุดขายด้าน Green Product ตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก

และ รอส คอนลอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเมนส์ จำกัด บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Transformative Innovations Shaping the Future of Sustainable Business” มาให้ความรู้ถึงหลักกฎเกณฑ์ที่จะมีผลกระทบกับภาคธุรกิจและนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สามารถลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่ในวงเสวนา หัวข้อ “Driving Sustainability in the Era of Climate Change” ได้รับเกียรติจาก ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์, ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และกรกมล กอไพศาล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์ พัฒนาธุรกิจ และพาณิชยกิจ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 

ร่วมแชร์ประสบการณ์การจัดการโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงทิศทางและโอกาสใหม่ของตลาดผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นอกจากนี้ ในหัวข้อ “Building a Sustainable and Inclusive Future Through Innovation” ได้รับเกียรติ จาก วชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), กนกวรรณ จิตต์ชอบธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส – บริการ Net Zero Solutions บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด และ จิรเมธ อัชชะ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – บริหารและพัฒนาองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมแชร์มุมมองและฉายภาพการสร้างอนาคต การนำนวัตกรรมมาช่วยเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกับองค์กรและชุมชน

รวมทั้งภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธด้านนวัตกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อนำเสนอการลดคาร์บอน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และโซลูชันด้านความยั่งยืนอีกด้วย


Author

Content Partnership

Content Partnership