
PBOC เพิ่ม 12 ธนาคารให้บริการ e-CNY รวมเป็น 22 แห่ง เพื่อขยายการเข้าถึง
ธนาคารกลางจีน หรือ PBOC (People's Bank of China) เดินหน้าขยายโครงการ “หยวนดิจิทัล” (e-CNY) ประกาศเพิ่มธนาคารอีก 12 แห่งเข้ามาเป็นผู้ให้บริการ นำโดย China CITIC Bank, China Everbright Bank, China Guangfa Bank และ Shanghai Pudong Development Bank รวมถึงสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้จำนวนธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ให้บริการหยวนดิจิทัลล่าสุดเพิ่มเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น 22 แห่ง
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุในแถลงการณ์ว่า การผลักดันเครือข่ายสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการหยวนดิจิทัลให้ครอบคลุมมากขึ้น และตอบสนองความต้องการของประชาชนในด้านระบบการชำระเงินที่ “ปลอดภัย สะดวก และมีประสิทธิภาพ”
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงกฎระเบียบที่สำคัญ ได้แก่ การจัดประเภทหยวนดิจิทัลใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของ M1 ซึ่งทำให้ e-CNY มีสถานะเป็น “เงินฝากดิจิทัล” ที่สามารถสร้างดอกเบี้ยได้ นอกจากนี้ยังเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำยอดเงินดังกล่าวไปนับรวมในฐานเงินฝากเพื่อใช้ปล่อยสินเชื่อได้อีกด้วย แนวทางนี้ช่วยปรับแรงจูงใจของสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับการผลักดัน e-CNY และลดความขัดแย้งกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินเดิมของธนาคาร
ในขณะเดียวกัน e-CNY ถูกวางตำแหน่งให้ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง Alipay แต่มีสถานะเป็นเหมือน “โครงสร้างพื้นฐานระดับรัฐ” (Sovereign Layer) ที่จะรองรับระบบการชำระเงิน โดยมีจุดเด่น เช่น การใช้งานแบบออฟไลน์ และค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า
โดยสถาบันการเงินใหม่ทั้ง 12 แห่งที่เข้าร่วมแพลตฟอร์ม e-CNY ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนระดับประเทศ 7 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ระดับภูมิภาคอีก 5 แห่ง (รวมถึง Bank of Ningbo) ซึ่งถือเป็นการยุติโครงสร้างกึ่งผูกขาดของ “6 ธนาคารรัฐขนาดใหญ่” (Big Six) ในอดีต กลายเป็นเครือข่าย 22 ธนาคารเต็มรูปแบบที่จะช่วยขยายจุดเข้าถึงบริการให้ทั้งผู้ใช้งานรายย่อยและภาคธุรกิจอย่างก้าวกระโดด
การเข้ามาของสถาบันการเงินทั้ง 12 แห่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานของ e-CNY โดยเฉพาะในมิติการขยายสู่ระดับนานาชาติ ธนาคารบางแห่ง เช่น Huaxia Bank และ SPD Bank กำลังมุ่งสู่การใช้งานบนแพลตฟอร์ม mBridge ซึ่งรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบ SWIFT
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของจีนในการผลักดันหยวนดิจิทัลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่สามารถทำธุรกรรมได้อย่างสะดวกและมีต้นทุนต่ำอยู่แล้วผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Alipay ของ Alibaba และ WeChat Pay ของ Tencent
นโยบายดังกล่าวยังเกิดขึ้นควบคู่กับการเข้มงวดต่ออุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีของจีน รวมถึงการแบนสเตเบิลคอยน์ ซึ่งสะท้อนความแตกต่างจากสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีท่าทีสนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซี และไม่สนับสนุนการออกสกุลเงินดิจิทัลโดยธนาคารกลาง (Digital Dollar)
ข้อมูลล่าสุดจาก PBOC ระบุว่า ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025 มูลค่าธุรกรรมสะสม 16.7 ล้านล้านหยวน หรือ ราว 2.3-2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจำนวนธุรกรรมกว่า 3.48 พันล้านรายการ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 800% จากปี 2023 นอกจากนี้ยังเริ่มขยายบทบาทไปสู่การชำระเงินข้ามพรมแดนอย่างจริงจังจากปริมาณการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดนอย่าง mBridge ที่มูลค่าธุรกรรมรวมกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย e-CNY คิดเป็นประมาณ 95% ของปริมาณธุรกรรม
โดยธนาคารกลางจีนระบุว่า จะยังคงขยายจำนวนสถาบันที่เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการตลาดและกฎหมาย พร้อมมุ่งสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และแข่งขันอย่างเป็นธรรม” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวต่อไป ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นก้าวใหญ่ของจีนที่โครงการหยวนดิจิทัล หรือ e-CNY ไม่ได้เป็นเพียงโครงการทดลองอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นเครือข่ายทางการเงินที่เร่งสร้างการประยุกต์ใช้ e-CNY ในระบบเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -