การที่กองทัพยูเครนยกระดับการใช้ “โดรนพิฆาต” โจมตีดินแดนของรัสเซีย ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เช่นกันโดยกรณีนี้สำนักข่าวต่างประเทศได้รวบรวมข้อมูลย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. ชาวประมงกรีกพบเรือโดรนติดระเบิดมาป้วน เปี้ยนใกล้กับเกาะเลฟกาดา ทะเลไอโอเนียน และในวันเดียวกันนี้ก็มีโดรนพิฆาต 2 ลำ เข้ามาใช้น่านฟ้าของลัตเวีย ตามด้วยเหตุการณ์วันที่ 15 พ.ค. มีโดรนพิฆาตล่วงล้ำเข้าน่านฟ้าฟินแลนด์ จนสนามบินต้องระงับการให้บริการชั่วคราว ประชาชนกว่า 2 ล้านคนในประเทศได้รับคำเตือนเหตุฉุกเฉินต่อมาในวันที่ 19 พ.ค. ก็มีโดรนพิฆาตล่วงล้ำน่านฟ้าทางตอนใต้ของประเทศเอสโตเนีย เครื่องบินรบขององค์การนาโตบินเข้าสกัดกั้น ส่งผลให้โดรนถูกยิงตกในพื้นที่หมู่บ้านคาบลาคูลาตามด้วยเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 23-25 พ.ค. มีโดรนจากยูเครนตกลงในดินแดนของ 3 ประเทศบอลติกคือลิทัวเนีย เอสโตเนีย และลัตเวีย จากนั้นในวันที่ 29-31 พ.ค. ก็มีโดรนจากยูเครนตกลงในประเทศฟินแลนด์อีก 2 ลำ หัวรบระเบิดไม่ทำงาน ต้องส่งทีมกู้ระเบิดอีโอดีเข้าจัดการเช่นเดียวกับวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา เรือโดรนติดหัวรบระเบิดถูกจุดชนวนใกล้กับคลังเก็บน้ำมันของท่าเรือคอนสแตนตาประเทศโรมาเนีย ขณะที่ลูกเรือชาวอาเซอร์ไบจานบนเรือสินค้าบรรทุกข้าวได้เสียชีวิต 5 คน จากการถูกเรือโดรนของยูเครนโจมตีในพื้นที่ทะเลอาซอฟเหตุการณ์เหล่านี้ทางรัฐบาลยูเครนออกมาขอโทษอยู่ตลอดเวลา ระบุว่าทางกองทัพได้สูญเสียการควบคุมโดรนพิฆาต ขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ กล่าวโทษว่าถ้าไม่ใช่เพราะ “รัสเซีย” เหตุการณ์เหล่านี้ก็คงไม่เกิด และการที่โดรนไปตกในดินแดนประเทศอื่นๆก็มีต้นตอมาจากระบบต่อต้านอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพรัสเซีย.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม