กันยายน 2568 คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือไปตรวจเยี่ยมสำนักงานเทคโนโลยีการบินไร้คนขับ หรือ Unmanned Aeronautical Technology Complex พร้อมทั้งประกาศอย่างเป็นทางการว่าการพัฒนาโดรนและระบบอาวุธที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ คือความสำคัญสูงสุดในการปรับปรุงกองทัพของเกาหลีเหนือให้ทันสมัยตลอด พ.ศ.2568 จนถึงกลาง พ.ศ.2569 เกาหลีเหนือเร่งบูรณาการซอฟต์แวร์และการประมวลผลอัตโนมัติเข้ากับยุทโธปกรณ์โดยได้รับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย ซึ่งช่วยให้เกาหลีเหนือลัดขั้นตอนการพัฒนาอัลกอริทึมที่ซับซ้อนไปได้มาก3 ตุลาคม 2569 เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) โดยคิม จอง–อึน เดินทางไปควบคุมการทดสอบด้วยตนเองเกาหลีเหนือยืนยันว่า ขีปนาวุธนี้ประสบความสำเร็จในการใช้ เทคโนโลยีเอไอช่วยคำนวณและปรับเปลี่ยนวิถีการบินในระดับต่ำระหว่างทาง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและระบบป้องกันภัยของฝ่ายตรงข้ามกองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือจากบริเวณชายฝั่งตะวันออก ในพื้นที่เมืองวอนซาน มุ่งหน้าสู่ทะเล ทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี (ทะเลญี่ปุ่น) โดยตรวจวัดระยะทาง ที่ขีปนาวุธเคลื่อนที่ได้ประมาณ 700 กิโลเมตรผู้อ่านท่านผู้เจริญ ขีปนาวุธพิสัยกลางแบบดั้งเดิมมักจะมีวิถีโค้ง ที่ระบบเรดาร์สมัยใหม่ของสหรัฐฯและเกาหลีใต้สามารถคำนวณจุดตกได้ไม่ยาก การผสานเอไอเข้ากับระบบนำวิถีของขีปนาวุธพิสัยกลางของเกาหลีเหนือทำให้ตัวขีปนาวุธสามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางหรือบินเรี่ยต่ำเพื่อหลบสิ่งกีดขวางและเรดาร์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งทำลายจุดแข็งของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Patriot หรือ THAADด้วยความที่เกาหลีเหนือไม่สามารถแข่งขันกับสหรัฐฯและพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณและจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์อันมหาศาลได้ รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงเลือกใช้แนวทางสงครามไม่สมมาตร หรือ Asymmetric Warfare โดยเน้นความแม่นยำ และความสามารถในการเอาตัวรอดของอาวุธด้วยเอไอเพื่อสร้างความ เสียหายสูงสุดหากเกิดสงครามการประกาศให้เอไอเป็นวาระเร่งด่วนทางทหาร และการพิสูจน์ ให้เห็นว่าสามารถนำมาใช้จริงกับขีปนาวุธได้แล้ว ทำให้โลกตระหนักว่า เกาหลีเหนือหลุดพ้นจากการเป็นเพียงผู้ผลิตอาวุธแบบดั้งเดิม และกำลังเข้าสู่สนามแข่งขันระบบอาวุธไร้คนขับและตัดสินใจเอง ที่ภาษา อังกฤษเรียกว่า Autonomous Weapon Systemsจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกาหลีเหนือก้าวกระโดดมาใช้เอไอในขีปนาวุธพิสัยกลางและโดรนได้ในปัจจุบัน มาจากความร่วมมือทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านกับรัสเซียการร่วมหัวจมท้ายด้วยการส่งกำลังพลและกระสุนจำนวนมหาศาลไปช่วยรัสเซียรบในสงครามรัสเซีย-อูเครน ทำให้รัสเซียแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีการปรับปรุงความแม่นยำ ของขีปนาวุธและการพัฒนาโดรนโจมตีให้กับกองทัพเกาหลีเหนือแทนที่เกาหลีเหนือจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการวิจัยระบบนำวิถีด้วยเอไอด้วยตัวเอง การได้รับความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาด้านวิศวกรรมจากรัสเซีย ทำให้เกาหลีเหนือสามารถนำอัลกอริทึมสำเร็จรูปมาปรับใช้กับคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมได้อย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าขีดความสามารถทางเอไอของเกาหลีเหนือจะยังไม่ล้ำ นำสมัยเท่ากับประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย แต่แค่วิถีการบินที่ถูกปรับปรุงให้คาดเดาได้ยากขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติเบื้องต้น ก็สร้างความ ระทึกให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้งของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้แล้วการนำปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมาบูรณาการเข้ากับระบบนำวิถีของขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) ทำให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีเหนือไม่ได้พัฒนาแค่อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้นเท่านั้น แต่กำลังมุ่งเน้นความฉลาดของอาวุธ เพื่อให้สามารถคำนวณ วิถีหลบหลีกระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการนำเอไอมาช่วยประมวลผลการโจมตีแบบอัตโนมัติ จะบีบให้เรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าต้องทำงานหนักขึ้น และจะทำให้ระยะเวลาในการตอบสนองของเกาหลีใต้และสหรัฐฯลดสั้นลงอย่างมากนี่คือโจทย์ใหญ่ของกองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯที่ต้องเร่งพัฒนาระบบต่อต้านที่รวดเร็วทัดเทียมกัน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม