คดีประวัติศาสตร์ เมื่อสภาผู้บริโภคนำทีมทนายความและผู้เสียหายยื่นฟ้อง “เฟซบุ๊ก” หรือ “เมตา” ต่อศาลแพ่ง หลังพบสถิติครองแชมป์แพลตฟอร์มที่เกิดการหลอกลวงมากที่สุด มุ่งยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคสู่มาตรฐานสากล พร้อมบีบยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีปฏิรูปโครงสร้าง ยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน 100% และชดใช้ผู้เสียหายปัจจุบันคนไทยใช้เฟซบุ๊กสูงถึง 51 ล้านบัญชี ส่วนใหญ่ฝังหัวโดยเชื่อว่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มผ่านการคัดกรองมาอย่างดี ความไว้ใจที่ขาดการเอะใจกลายเป็นช่องโหว่รูเบ้อเร่อให้มิจฉาชีพชุบมือเปิบ บนความน่าเชื่อถือของระบบ จนเปลี่ยนแพลต ฟอร์มระดับโลกให้กลายเป็นแหล่งหลอกลวงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดไปโดยปริยายโดยเปิดตัวเลขร้องเรียนซื้อขายออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2567 ถึง มี.ค.2569 พุ่งสูงถึง 6,146 เรื่อง โดยมีเฟซบุ๊กเป็นต้นตอความเสียหายไปแล้วกว่า 3,793 เรื่อง มีครบเครื่องทุกรูปแบบ ทั้งโอนแล้วเท สินค้าไม่ตรงปก หลอกลวงลงทุน ไปจนถึงปลอมเพจแอบอ้างชื่อรูปภาพ ส่วนใหญ่จับมือใครดมไม่ได้ และตามตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ในขณะที่เม็ดเงินค่าโฆษณาไหลเข้ากระเป๋าแพลตฟอร์มทุกวินาที แต่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคพยายามจี้ทั้งบริษัทแม่ในต่างประเทศและสาขาในประเทศไทยให้วางระบบล็อกหลังบ้านสกัดเพจปลอม ผลลัพธ์คือความเงียบเฉย เมื่อความอดทนถึงที่สุด น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค นำคนไทยลุกขึ้นสู้คดีนี้สะท้อนความล้มเหลวของภาครัฐที่ไร้มาตรการจัดการ มลทินใหญ่คือช่องโหว่กฎหมายไทยที่ปล่อยให้เฟซบุ๊กจดทะเบียนแค่ “ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย” จนใช้เป็นข้ออ้างลอยตัวเหนือดราม่า ปัดความรับผิดชอบกรณีโกงซื้อขาย และโฆษณาลวง แถมยังตีเนียนไม่จ่ายภาษีธุรกิจในไทย ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้มหาศาลรัฐบาลต้องเลิกปล่อยเกียร์ว่าง น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค ส่งสัญญาณเตือนแรงถึงรัฐบาล กระตุ้นเตือนว่าอย่าปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาสูบเงินโฆษณากว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แล้วทิ้งซากความเสียหายให้ประชาชนคนไทยแบกรับ ฝ่ายบริหารต้องกล้าใช้อำนาจทลายช่องโหว่นี้ทันทีบทเรียนจากยุโรปถึงรัฐไทย เมื่อสหภาพยุโรปกล้าชนยักษ์ใหญ่ไอที บังคับกติกาเด็ดขาด กล้าหักเหลี่ยม ออกกฎหมายดิจิทัล ล็อกสเปกชัดเจน เพื่อปกป้องประชาชน ทำลายการผูกขาด ย้ำเจตนาทางกฎหมายชัดเจน “อะไรที่ผิดกฎหมายในโลกออฟไลน์ ย่อมผิดกฎหมายในโลกออนไลน์” ทำไมรัฐบาลไทยถึงไม่กล้าทำ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม