วิกฤตินํ้าท่วมมโหฬารที่จังหวัดน่าน ไม่แตกต่างจากวิกฤตินํ้าท่วมแม่สาย และไม่แตกต่างจากวิกฤตินํ้าท่วมหาดใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา เพราะทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนจุดเกิดเหตุใหม่เท่านั้นเอง“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าหลังเกิดวิบัติภัยนํ้าท่วมใหญ่ทุกครั้ง จะมีการถอดบทเรียนเพื่อวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดนํ้าท่วมซํ้าซากอีกต่อไปแต่ก็ไม่สามารถป้องกันวิบัติภัยนํ้าท่วมได้จริงอย่างที่ฉายหนังโฆษณาระบบแจ้งเตือนนํ้าท่วมฉุกเฉินก็ไม่ช่วยให้พี่น้องประชาชนอพยพหนีภัยนํ้าท่วมดินโคลนถล่มได้ทันท่วงทีเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพโลก ทำให้ดินฟ้าอากาศยุคปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิงฝนตกยุคดิจิทัลไม่ตกกระจาย แต่ตกกระหน่ำปู้ยี่ปู้ยำอยู่จุดเดียวฝนที่ตกขยี้จุดเดียวหรือ “เรนบอมบ์” ทำให้เกิดวิบัติภัยนํ้าท่วมรุนแรงเฉียบพลันจนพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยหนีนํ้าท่วมไม่ทันฝนตกนํ้าท่วมดินโคลนถล่มยุคใหม่จึงสร้างความเสียหายหนักกว่ายุคก่อนหลายสิบเท่าตัว!!“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าวิบัติภัยนํ้าท่วมใหญ่จังหวัดน่านเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของธรรมชาติซาดิสม์อย่างชัดเจนอำเภอปัว ต้องรองรับปริมาณฝนสูงถึง 415 มม.ต่อวันอำเภอท่าวังผา ต้องเจอฝนถล่มหนักถึง 398 มม.ต่อวันฝนตกบ้าระห่ำระดับนี้ต้องเกิดวิกฤตินํ้าท่วมใหญ่แน่นอน!!แม้แต่ กทม. ซึ่งมีอุโมงค์ระบายนํ้าระยะทางกว่า 44 กม. ถ้าเจอฝนกระหน่ำถึง 400 มม.ต่อวันกรุงเทพฯก็จมบาดาลพันเปอร์เซ็นต์“แม่ลูกจันทร์” มองว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทุ่มงบป้องกันวิกฤติน้ำท่วมไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปีแต่ 10 ปีผ่านไปยังไม่เกิดผล สำเร็จเป็นรูปธรรมแถม 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังถลุงงบกลางซ่อมแซมฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม และชดเชยพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าประเทศไทยกับน้ำท่วมซ้ำซากเป็นของคู่กันแม้เราไม่สามารถป้องกันฝนตกถล่มน้ำท่วมใหญ่ได้ก็จริงแต่...เราสามารถลดผลกระทบ และลดความเสียหายจากอุบัติภัยน้ำท่วมใหญ่ได้พอสมควร“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับ “ดร.ปลอด ประสพ สุรัสวดี” อดีตรองนายกฯ ซึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำตัวจริงเสียงจริงดร.ปลอดประสพ ชี้ว่า สาเหตุที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เพราะมวลน้ำหาที่ไป ไม่ได้ ก็ต้องไหลพรวดลงบนถนนและไหลทะลักไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนและเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงดร.ปลอดประสพย้ำว่า ทางแก้มีทางเดียว คือ ต้องทำคลองผันน้ำ (ฟลัดเวย์) เพื่อเบี่ยงน้ำไม่ให้ไหลท่วมตัวเมือง หรือท่วมเขตชุมชนซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงแนะนำดังนั้น การเร่งทำ “คลองผันน้ำ” หรือ “ฟลัดเวย์” จะลดผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ได้เห็นทันตาถ้ายังไม่มีฟลัดเวย์ เพื่อเบี่ยงน้ำก้อนใหญ่ไม่ให้ทะลักพรวดเข้าเขตชุมชน ก็ต้องเกิดน้ำท่วมหนักซ้ำซากอย่างนี้ทุกปีถ้าไม่เร่งสร้างทางเบี่ยงให้น้ำไหลออกไป พี่น้องประชาชนก็ต้องเจอน้ำท่วมอ่วมอรไทอย่างนี้แหละโยม."แม่ลูกจันทร์"คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม