มูลนิธิไทยรัฐ รับรางวัลภาคประชาสังคมดีเด่น ผลักดันค่านิยม “เด็กยุคใหม่รู้เท่าทันสื่อ” ป้องกันการตกเป็นเหยื่อ “ไซเบอร์”

วันนี้ 21 ส.ค. 69 งานประกาศรางวัล MIDL Awards 2026 จัดขึ้น ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนดา จ.นนทบุรี โดยความร่วมมือขององค์กรหลักและภาคีเครือข่ายชั้นนำ CAMPHUB ได้แก่ สสดย. (สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน) สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสังคม และให้มีวิสัยทัศน์เท่าทันสื่อ


มีผู้เข้ารับรางวัล MIDL Awards 2026 ทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่

1. ประเภทบุคคลดีเด่น อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์

2. ประเภทบุคคลดีเด่น อายุมากกว่า 25 ปีบริบูรณ์

3.ประเภทสถานศึกษาดีเด่น

4. ประเภทองค์กรภาครัฐดีเด่น

5. ประเภทองค์กรภาคเอกชนดีเด่น

6. ประเภทองค์กรภาคประชาสังคมดีเด่น

7. รางวัลดีเด่นที่สอดคล้องกับสถานการณ์ประจำปี 2569

 

ทั้งนี้ มูลนิธิไทยรัฐ ได้รับรางวัลภาคประชาสังคมดีเด่น ที่ผลักดันค่านิยมในการรู้เท่าทันสื่อ

 


การเสวนา เรื่อง รวมพลังสานนโยบายสู่ปฏิบัติการเท่าทันสื่อ

 

นางสาวปัณฑาทิพย์ มงคลศรี ผู้อำนวยการ ฝ่ายมูลนิธิไทยรัฐ ชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายคือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยให้กลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น โดยมูลนิธิไทยรัฐจัดทำโครงการนี้ขึ้นในโรงเรียนขยายโอกาส ขณะนี้มี 111 แห่งทั่วประเทศ สาระการเรียนรู้คือเน้นสอนให้เด็กผลิตสื่อเป็นและเสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันสิ่งที่ฟีดในโซเชียล 

แต่ปัญหาใหญ่คือ เยาวชนปัจจุบันสามารถเข้าถึงมือถือได้อย่างแพร่หลาย ทำให้เข้าถึงโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา ผู้ปกครองเองเติบโตมากับสื่อยุคเก่า (ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์) จึงไม่เข้าใจและสอนลูกหลานเรื่องสื่อดิจิทัลไม่ได้มากนัก จึงกลายเป็นการปล่อยให้สื่อทำหน้าที่เลี้ยงเด็กแทนครอบครัว ในหลักสูตรใหม่ จะดึง AI และวิดีโอสั้นมาทำเป็นสื่อการสอนเด็ก ซึ่งในปีนี้มีการอัปเดตเนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น สอนเด็กให้รู้จักใช้ AI ช่วยเรียนรู้ และต้องแยกแยะข้อมูลจริง-เท็จให้ได้ เนื่องจากเยาวชนมักชอบเสพคลิปสั้น จึงปรับรูปแบบใหม่ในการเรียนการสอน เน้นกระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วมทางความคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถาม กับคลิปต่างๆ ที่ได้ดูมากขึ้น

 


รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสังคม และผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ณ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เยาวชนกลายเป็นเหยื่อของธุรกิจออนไลน์ การมีอยู่ของแอปและแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ได้ทำมาเพื่อช่วยพัฒนาเยาวชน แต่มีอยู่เพื่อทำกำไร โดยตอนเปิดตัวใหม่ๆ จะให้ทดลองใช้ฟรี แต่ถ้าชอบหรือติดก็ต้องเสียเงินเติมเกมหรือซื้อของในแอปนั้นๆ ถ้ามองถึงผลกระทบจากสื่อ จะเห็นได้ว่า เด็กวัย 6–9 เดือนที่อยู่กับหน้าจอ

แม้จะพูดคำต่างชาติได้ แต่จะไม่ยอมคุยหรือสบตากับคนจริง ทำให้สูญเสียพัฒนาการ และเรียนรู้ช้าลงมาก ในคนที่เป็นโรคติดเกมจะมีเคสเด็กที่ติดเกมร้านอินเทอร์เน็ตจนโดนล่อลวงไปอยู่กับคนอื่นนานถึง 2 ปี โดยที่ครอบครัวตามหานานถึง 6 เดือนก่อนล้มเลิกการตามหา แม้จะรู้เรื่องเงินในเกมแต่กลับเขียนหนังสือไม่ได้เลย บางคนติดหนัก จนไม่ยอมเดินออกจากห้องหรือออกจากบ้าน แอบใช้เงินผู้ปกครองเติมเกมครั้งละหลายพันบาท และภัยล่อลวงทางเพศส่วนใหญ่ เด็ก ม.ต้นเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด มักโดนผู้ล่าบนโลกอินเทอร์เน็ตล่อลวงได้ง่าย เพราะใครก็เป็นคนร้ายได้ ไม่จำกัดอาชีพ ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าแล้วรู้เท่าทันได้ รวมถึงแอปส่วนใหญ่บังคับให้กรอกข้อมูลและยืนยันตัวตน ทำให้ข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือผู้ประสงค์ร้ายได้ง่ายขึ้น

 


นางสาวฉัตรปวีณ์ รชตดำรงกุล กล่าวว่า เด็กยุคนี้เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี ข่าวปลอมและข้อมูลเท็จแพร่กระจายไวมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดเรื่องหนึ่ง เช่น การพิมพ์ด่าหรือ bully กันผ่านหน้าสื่อโซเชียล ส่งผลเสียต่อจิตใจและอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โดยในวัยรุ่นเสี่ยงสุขภาพจิตพังในกรณีที่ต้องแบกความเครียดเรื่องการเรียนและอนาคต เมื่อไปเจอสื่อด้านลบ บนโลกออนไลน์ แล้วจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ สุขภาพจิตจะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งผู้ปกครองและคนใกล้ตัวต้องคอยพูดคุย ชี้แนะวิธีเลือกเสพสื่ออย่างพอดี และสร้างสรรค์ ในเมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือหลัก ต้องสอนให้ใช้ช่วยทางการเรียนและพัฒนาตัวเอง มากกว่าใช้เพื่อเสพสื่อลบๆ หรือใช้เวลากับหน้าจอนานเกินไป

 

ผู้จัดการกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ จาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทุกคนต้องใช้อินเทอร์เน็ต ค่ายเน็ต/เครือข่ายจึงต้องเข้ามาช่วยดูแล เช่น การมีระบบช่วยบล็อกสายจากพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ มีการสำรวจ 75,000 คน ถ้าคิดคะแนนเต็ม 1 คะแนนเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 0.72 ถือว่าอยู่ในระดับพื้นฐาน คือพอรู้ว่าใช้งานอย่างไร แต่คนไทยเกินครึ่งยังต้องพัฒนาเรื่องการใช้สื่ออย่างปลอดภัยและรู้เท่าทัน ซึ่งกลุ่มเยาวชนน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะคะแนนเฉลี่ยได้เพียง 0.61 เท่านั้น เพราะเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจเท่าผู้ใหญ่ จึงตกเป็นเหยื่อหรือใช้สื่อในทางที่ผิดได้ง่าย อีกทั้งยังมีการบูลี่ในโลกออนไลน์ วัยสุ่มเสี่ยงที่สุดคือ อายุตั้งแต่ 13–22 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มีโอกาสทั้งไปกระทำผู้อื่น หรือถูกผู้อื่นแกล้งได้สูงมากๆ และผลวิจัยชี้ว่า ต้องปลูกฝังเรื่องการใช้สื่ออย่างปลอดภัยให้เยาวชนก่อนอายุ 13 ปี เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกันติดตัวและปกป้องตัวเองได้อย่างยั่งยืน หากปลูกฝังหลังอายุ 22 ปีไปแล้ว จะกลายเป็นการแก้ไขหรือป้องกันที่ปลายเหตุ ไม่ใช่การสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้น

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ เป็นกุมารแพทย์ และหัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เปลี่ยนจากนโยบายให้กลายเป็นการลงมือทำจริง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเยาวชน ครู หรือผู้ปกครอง ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสาร ไม่ปล่อยให้เด็กเผชิญโลกออนไลน์ตามลำพัง ชวนเด็กคุยและให้บทบาทในการดูแลเรื่องใกล้ตัวอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น เรื่องโทษของบุหรี่ หรือโรคพยาธิใบไม้ตับ เพื่อให้เห็นภาพรวมของการดูแลสุขภาพทั้งกาย จิตใจ และสื่อ และสอนให้เด็กใช้ AI อย่างฉลาดและเป็นฝ่ายควบคุม ไม่ใช่ผู้ถูกคุม เพราะประสบการณ์จาก AI หรือหน้าจอ ไม่มีทางทดแทนประสบการณ์ชีวิตจริงได้ ด้วยการใช้กิจกรรม สื่อ หรือศิลปะ เข้ามาช่วยในการเรียนรู้ ให้เด็กได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

เมื่อเด็กได้ลองทำแล้ว จึงนำผลงานนั้นมาพูดคุยถกเถียงกัน เพื่อให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์และตกผลึก รวมทั้งสนับสนุนให้เด็กที่ผ่านการเรียนรู้แล้วในวัยใกล้เคียงกัน นำความรู้และภูมิคุ้มกันที่ได้ ไปต่อยอดสื่อสารส่งต่อถึงเด็ก หรือคนในชุมชน