สงครามพลังงาน สะเทือน “ต้นทุนเกษตร” ราคาอาหารพุ่ง ไทยนำเข้าปุ๋ย 99% ทางรอดลดพึ่งพาปุ๋ยจากภายนอก ลดต้นทุนการเกษตร


เวทีเสวนา “FOOD WAR: สงคราม พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร” ณ SAMA GARDEN ไบเทค เมื่อวันที่ 15มีนาคม 2569 สะท้อนภาพวิกฤตราคาพลังงานที่กำลังลุกลามสู่ระบบอาหารของไทยอย่างเป็นลูกโซ่ ทั้งต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในตลาด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งเริ่มจำกัดการเติมน้ำมันครั้งละ 500–1,000 บาท


ต้นทุนเกษตรผูกพลังงาน ไทยเสี่ยงหนักจากโครงสร้างนำเข้า

...


นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิไบโอไทย อธิบายว่า ระบบเกษตรกรรมไทยในปัจจุบันพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ไม่ใช่เพียงในขั้นตอนการขนส่ง แต่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ


ในขั้นตอนการผลิต เกษตรกรรมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรกลเกษตรที่ใช้น้ำมันดีเซล รวมถึงระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทาน ขณะที่ในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว ยังต้องใช้พลังงานในกระบวนการแปรรูป การเก็บรักษาในห้องเย็น และการกระจายสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์ไปยังตลาดและห้างค้าปลีก ไม่นับรวมปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนสำคัญและต้องผลิตจากดีเซลด้วย


ข้อมูลจากเครือข่าย BioThai ระบุว่า ต้นทุนการผลิตอาหารและเกษตรกรรมราว 35% เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 29% และน้ำมันอีก 12.9% สะท้อนว่าระบบอาหารทั้งระบบผูกกับพลังงานในระดับสูง


“น้ำมันเป็นเหมือนต้นทางของทุกอย่าง ตั้งแต่การปลูก การเก็บ การขน ไปจนถึงอาหารบนชั้นวางในห้าง เมื่อราคาพลังงานขยับ ต้นทุนทั้งระบบก็ขยับตามทันที”



...

โดยต้นทุนการผลิตอาหารและเกษตรกรรมราว 35% เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ครอบคลุมตั้งแต่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรกลเกษตร ระบบสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งและห่วงโซ่ความเย็น


ข้อมูลจากเครือข่าย BioThai ยังระบุว่า ต้นทุนปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 29% และน้ำมันอีก 12.9% สะท้อนว่าระบบเกษตรไทยผูกกับพลังงานเกือบครึ่งหนึ่ง “น้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องขนส่ง แต่เป็นหัวใจของระบบอาหารทั้งหมด”



ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีเกือบ 99% ของการใช้ทั้งหมด โดยกว่า 30–35% มาจากตะวันออกกลาง และอีกส่วนจากยูเครน–เบลารุส ทำให้เมื่อเกิดสงคราม ราคาปุ๋ยและพลังงานปรับตัวขึ้นทันที ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้น50–80% หรือไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้

...


นางกนกพร ดิษฐ์กระจัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สะท้อนว่า แม้กลุ่มของตนจะทำเกษตรอินทรีย์ 100% และไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมี แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนการสูบน้ำและค่าขนส่ง


“เราไม่ใช้เคมี แต่ยังต้องใช้น้ำมันสูบน้ำและขนส่งผัก ต้นทุนก็ขึ้นเหมือนกัน” นางกนกพรกล่าว พร้อมย้ำว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเกษตรเคมี แต่กระทบทั้งระบบ


...

"กลุ่มได้ปรับตัวโดยลดรอบการขนส่งจากเดิมหลายครั้งต่อสัปดาห์ เหลือสัปดาห์ละครั้งในรูปแบบพรีออเดอร์ เพื่อลดต้นทุนน้ำมันและช่วยคงราคาสินค้าไม่ให้กระทบผู้บริโภคมากเกินไป ซึ่งเป็นวิธีการรับมือที่ทำได้จริงในระดับชุมชน" นางกนกพรกล่าว




ทางรอดของเกษตรไทย


ทั้งนายวิฑูรย์ และนางกนกพร เห็นตรงกันว่า ทางออกระยะยาวของระบบอาหารไทยคือการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะพลังงานและปุ๋ยเคมี


นางกนกพรเสนอแนวทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ เช่น การทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และผักตบชวา การใช้สมุนไพรควบคุมศัตรูพืช และการปลูกพืชหลากหลายเพื่อสร้างสมดุลในแปลงเกษตร


ขณะที่นายวิฑูรย์เสริมว่า งานวิจัยชี้ว่าไทยสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้ถึง 35% โดยไม่กระทบผลผลิต และหากใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศอย่างเหมาะสม อาจลดการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ



“เราสามารถเปลี่ยนประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำมัน


หากเข้าใจระบบนิเวศเกษตร” นายวิฑูรย์กล่าว


วิกฤตพลังงานสู่ความมั่นคงอาหาร ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ


เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า วิกฤตพลังงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจ แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่กระทบทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคในวงกว้าง โดยการแก้ปัญหาจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งระดับการผลิต การบริโภค และนโยบายรัฐ เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในระยะยาว


"ของทุกอย่างมีอยู่ในชุมชนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราไปพึ่งของข้างนอกมากเกินไป"