ภารกิจกู้ชีพ โลมา 14 ตัวสุดท้ายของไทย ลมหายใจแห่งทะเลสาบสงขลา สกสว.-เวิลด์แบงก์ จับมือหลายหน่วยงาน ทำโร้ดแมป 5 ปีทุ่มงบ 402 ล้าน อนุรักษ์ขยายพันธุ์ ผลักดันให้อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน 

“โลมาอิรวดี” สายพันธุ์ที่ตั้งชื่อตามแม่น้ำอิรวดี ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเมียนมา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใช้ชีวิตได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย พบตามแนวชายฝั่งตั้งแต่อ่าวเบงกอลในเอเชียใต้ จรดประเทศอินโดนีเซีย โดยโลมาอิรวดี “น้ำจืด” ถือว่าหาได้ยากกว่า ปัจจุบันพบแค่ใน 5 แหล่งทั่วโลก คือแม่น้ำอิรวดี ประเทศเมียนมา, แม่น้ำโขง ประเทศลาวและกัมพูชา, แม่น้ำมหาคาม ประเทศอินโดนีเซีย, ทะเลสาบจิลก้า ประเทศอินเดีย และทะเลสาบสงขลา ของประเทศไทย

โลมาอิรวดีในแหล่งน้ำจืดเหล่านี้ พบจำนวนอยู่ที่แหล่งละ 70-100 ตัว แต่ที่ทะเลสาบสงขลากลับอยู่ในสถานะที่แตกต่างออกไป เพราะปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 14 ตัวเท่านั้น อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และอาจหายไปจากทะเลสาบสงขลาตลอดกาลหากไม่ได้รับการช่วยเหลือให้ทันเวลา

ขอบคุณภาพ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา)
ขอบคุณภาพ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา)

...

รู้จัก “โลมาอิรวดี” แห่งทะเลสาบสงขลา

คุณลุงปิติ สมัครพงษ์ อดีตชาวประมงที่ผันตัวมาทำธนาคารกุ้ง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองประธานชุมชนบ้านคลองขุด เล่าว่า เกิดมาก็เห็นโลมาอิรวดีอยู่คู่ทะเลสาบสงขลามาตลอด สมัยที่ตนยังเด็กได้เจออยู่บ่อยครั้ง ทั้งตัวเป็นๆ และซากที่เกยตื้นริมฝั่งทุกปี 

คุณลุงปิติ เล่าต่อว่า สมัยทำประมงสักประมาณช่วง พ.ศ.2525-2530 เจอทีละเป็นฝูงสิบกว่าตัว คิดว่าน่าจะมีประมาณ 50 ตัวได้ แต่พอมีการวางเครื่องมือประมงมากๆ ก็มีการติดอวน และไปจำกัดพื้นที่ รบกวนการอยู่อาศัย อาหารก็น้อยลงด้วย จนทุกวันนี้ที่เหลือสิบกว่าตัว ก็ยังพอมีคนเจออยู่บ้าง แต่นานๆ ครั้ง น้อยกว่าเมื่อก่อนมาก

นายสันติ นิลวัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เผยว่า โลมาอิรวดีน่าจะอยู่ในพื้นที่นี้มายาวนานตั้งแต่เริ่มมีทะเลสาบสงขลาตั้งแต่ 1,500 ปีก่อน คือหากินอยู่ตามชายฝั่งก่อนที่จะเกิด “สันดอนสทิงพระ” กั้นน้ำเค็มจากอ่าวไทย ให้กลายเป็นทะเลสาบน้ำจืด และคาดว่าฝูงโลมาก็ถูกกักในทะเลสาบไปพร้อมๆ กัน

ในอดีตมีโลมาอิรวดีอยู่จำนวนมาก ก่อนการเข้ามาของ “เครื่องมือประมง” ที่มีจำนวนเพิ่มสูงต่อเนื่อง และมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้อาหารของโลมาลดลง และโลมาเข้าไปติดเครื่องมือเหล่านี้ โดยเฉพาะ “อวนปลาบึก” นอกจากนี้ยังมีปัญหามลพิษทางน้ำที่เพิ่มขึ้นตามความเจริญของชุมชนโดยรอบ การที่ทะเลสาบตื้นเขินมากขึ้น 

นายสันติ นิลวัตน์ ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง
นายสันติ นิลวัตน์ ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง

ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา พบโลมาอิรวดีตายแล้ว 144 ตัว หรือเฉลี่ยอยู่ที่ปีละกว่า 8 ตัว และกว่า 60% ตายเพราะติดอวน จนนำมาสู่การทอดกฐินอวนปลาบึก รับซื้ออวนคืนจากชาวประมง ซึ่งพบว่าได้ผลอย่างชัดเจนคืออัตราการเกยตื้นของโลมา ลดลงและไม่พบการติดอวนอีก

อย่างไรก็ตาม อัตราการตายที่ลดลงอาจเป็นเพราะจำนวนที่ลดลงด้วย จากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2022 พบโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา เพียง 14 ตัวเท่านั้น โดยโลมาเป็นสัตว์ที่มีความเปราะบางทางด้านการสืบพันธุ์ โดยมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 30-50 ปี เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 8 ปีขึ้นไปและจะให้กำเนิดลูก 1 ตัวทุกๆ 2-3 ปี เนื่องจากในแต่ละครั้งแม่โลมาต้องอุ้มท้อง 12 เดือน เมื่อคลอดออกมาต้องเลี้ยงดูให้นมอย่างใกล้ชิดอีก 18 เดือน ซึ่งหากแม่โลมาเกิดตายในช่วงนี้ เท่ากับว่าลูกโลมาก็ต้องตายไปด้วย

ด้านนายกิติพงศ์ สงนุ้ย หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปัจจุบันมีการแบ่งโซนในการวางเครื่องมือประมง เพื่อดูแลอนุรักษ์โลมาในทะเลสาบสงขลาตอนบน หรือที่เรียกว่า "ทะเลหลวง" โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้นด้วยกัน คือ “โซนเอ” ซึ่งอยู่ชั้นในสุดเป็นไข่แดงกลางทะเลสาบ มีพื้นที่ประมาณ 4.7 หมื่นไร่ บริเวณนี้ ห้ามใช้เครื่องมือประมงโดยเด็ดขาด

ถัดมาคือ “โซนบี” ซึ่งเป็นชั้นนอกถัดออกมา พื้นที่ประมาณ 5.6 หมื่นไร่ บริเวณนี้สามารถวางเครื่องมือประมงได้ แต่ห้ามใช้อวนตาขนาดมากกว่า 13 ซม. และสุดท้ายคือ “โซนซี” ซึ่งเป็นพื้นที่ชั้นนอกสุด ครอบคลุม 2.68 แสนไร่ ที่ห้ามใช้อวนขนาดตามากกว่า 20 ซม.

เมื่อมีการแบ่งโซนย่อมส่งผลกระทบต่อการทำประมงของชาวบ้านกว่า 61 หมู่บ้านรอบทะเลหลวง โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลามากกว่า 3-4 ปี ในการเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจ และร่วมสร้าง “ซั้งปลา” บริเวณชายฝั่งเพื่อเป็นแหล่งทำประมงให้ชาวบ้าน ชดเชยการออกเรือมากลางทะเลสาบและรบกวนโลมา

...

อย่างไรก็ตาม แม้การสำรวจครั้งล่าสุดจะพบโลมาอยู่ที่ 14 ตัว แต่นั่นเป็นข้อมูลเพียงเบื้องต้นเพราะยังไม่มีการสำรวจและศึกษาแน่ชัดว่าปัจจุบันยังมีจำนวน 14 ตัวจริงหรือไม่ และในจำนวนนั้นก็ไม่ทราบว่าแบ่งเป็นเพศละกี่ตัว และมีอายุเท่าใดบ้าง ทำให้ยากต่อการวางแผนอนุรักษ์ นำมาสู่ “แผนขับเคลื่อนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา” จากความร่วมมือหลายภาคส่วน

ภารกิจกู้ชีพโลมา ทุ่ม 400 ล้าน แผนงาน 5 ปี

วันที่ 24 มี.ค.2569 ในพิธีเปิดงานปฐมนิเทศแผนงานขับเคลื่อนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยว่า แผนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีถือว่าเป็นแผนงานสำคัญและเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงภายใต้แผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และมีความสำคัญในมุมของคณะรัฐบาลไทยในประเด็นของการอนุรักษ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ในการดำเนินการครั้งนี้เป็นการร่วมมือของหลายหน่วยงานภายใต้อย่างน้อย 3 กระทรวง โดยการขับเคลื่อนกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่านการทำงานของหน่วยบริหารจัดการทุนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ - องค์การมหาชน (รวพ.) อีกส่วนหนึ่งก็ขับเคลื่อนร่วมกันกับหน่วยงานฟังก์ชันก็คือกรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และยังทำงานร่วมกับธนาคารโลก (WorldBank)

...

โครงการนี้มีงบประมาณรวม 402.8 ล้านบาท ส่วนแรกจะเป็นงบฟังก์ชัน 181 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรโดยตรงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ส่วนที่ 2 คืองบจากกองทุน ววน. 89 ล้านบาท และงบจากกองทุน PROBLUE ของธนาคารโลก ที่เป็นงบสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการและยั่งยืน ภายใต้ระบบนิเวศมหาสมุทรที่ดี อีก 4 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทย 132 ล้านบาท 

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สกสว.
ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สกสว.

ศ.ดร.สมปอง เผยต่อว่า ในมุมของวิจัยและนวัตกรรม มีอยู่ 4 แผนงานหลักตั้งแต่เรื่องของการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในลุ่มน้ำ ตามด้วยการอนุรักษ์แพร่ขยายพันธุ์ของโลมาอิรวดี และสุดท้ายก็เชื่อมโยงกับกระบวนการของการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมโดยรอบทะเลสาบสงขลาทั้งหมดเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตแบบยั่งยืน

นายสันติ ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง เผยว่า เบื้องต้นเมื่อได้งบประมาณมาจะมีการทยอยติดตั้งเครื่องมือ Acoustic Survey (PAM) ให้ได้จำนวน 64 ตัวทั่วทะเลสาบ เพื่อศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวของโลมาอิรวดีได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะนำไปสู่การประกาศโซนทำประมงแบบไดนามิกตามพื้นที่ของโลมา เพื่อป้องกันประชาชนเข้าไปรบกวนพื้นที่อาศัย และเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านสามารถทำการประมงได้มากขึ้นกว่าการจำกัดโซนแบบตายตัวเช่นในปัจจุบัน

...

คาดหวังลูกโลมา 3 ตัวใน 3 ปี

ศ.ดร.สมปอง ผอ.สกสว. เผยว่า จากแผนงานวิจัยนี้ ได้ตั้งเป้าการทำงานร่วมกันอย่างน้อย 3 ปีต่อเนื่องในกระบวนการอนุรักษ์ไปจนถึงการแพร่ขยายพันธุ์ของโลมาอิรวดีในธรรมชาติ

“ในสามปีนี้ หากเราเข้าใจเรื่องชีวิตของโลมาอิรวดีได้อย่างถ่องแท้ ก็เป็นไปได้มากที่เราจะสามารถทำให้โลมามีชีวิตอยู่รอด และแพร่พันธุ์ได้ โดยใช้องค์ความรู้ส่วนหนึ่งจากโลมาที่อยู่ในทะเล และจากหน่วยงานของ World Bank ที่เคยได้ทำการศึกษาโมเดลนี้ในต่างประเทศร่วมด้วย”

ทั้งนี้ในโครงการ 3 ปี หากดูระยะการตั้งท้องของโลมาแล้ว คาดหวังว่าจะได้ลูกโลมาเกิดใหม่อย่างน้อยปีละ 1 ตัว รวมเป็น 3 ตัวเป็นเบื้องต้น แต่หากสามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว มีจำนวนตัวผู้และตัวเมียเหมาะสมในวัยเจริญพันธุ์ก็อาจมีโอกาสที่จะได้ลูกโลมามากกว่านั้น

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สกสว.
ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สกสว.

อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.สมปอง เผยว่า ในส่วนของชุมชนโดยรอบ จะมีการชดเชย (compensate) ให้ อาจอยู่ในรูปแบบจัดหาเครื่องมือประมงที่เหมาะสมให้ หรือหากศึกษาพบว่าพื้นที่ใดมีประชากรโลมาหนาแน่นและกระทบต่อการทำประมงของชาวบ้าน ก็อาจมองหาพื้นที่อื่นที่จะมีสัตว์น้ำที่จะมาเป็นสินค้าใหม่ๆ ที่จะทำให้ชุมชน สังคมรอบทะเลสาบ สามารถมีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมกันกับมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นไปพร้อมกันได้ และหากมีการศึกษาชีวิตได้อย่างถ่องแท้มีการขยายพันธุ์ได้ ก็อาจต่อยอดการพัฒนาไปในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ แต่ก็ต้องดูในระยะยาวเพราะยังต้องมีการลงทุนในอีกหลายเรื่องเพิ่มเติม

ขณะที่ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงิน วช. เผยว่า ในส่วนของแรงเสียดทานจากชุมชนโดยรอบนั้น มีทั้งกลุ่มที่ให้การสนับสนุนเต็มที่ และกลุ่มที่ไม่ได้ตื่นตัวมากนักเพราะอาจยังไม่เห็นประโยชน์จากโครงการนี้ แต่หากเราสามารถอนุรักษ์โลมาอิรวดีได้ก็จะเป็นตัวชี้วัดถึงฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และนำไปสู่การใช้ประโยชน์ ที่เกื้อหนุนชาวบ้านโดยรอบ จึงเชื่อว่าในท้ายที่สุดจะได้รับความร่วมมือและชาวบ้านเล็งเห็นประโยชน์