วิกฤตน้ำเหนือ “รศ.ดร.เสรี” ยัน กทม.ปีนี้ไม่ซ้ำรอยปี 54 ชี้ต้องบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ให้มีความรัดกุม แนะทางรอด “3 Help” รับมือภัยพิบัติ
ในสถานการณ์ที่ฝนตกชุกและมวลน้ำในหลายพื้นที่กลายเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด วันนี้ ( 2 ต.ค 2569) เวลา 13.00–14.00 น. ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทางศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้จัดงานแถลงข่าวในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่จะมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะรอดไหม" เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน
ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ได้กล่าวเปิดการแถลงข่าวโดยสะท้อนถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง พร้อมชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญในยามเกิดวิกฤตว่า ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ สังคมมักเผชิญกับความสับสนในข้อมูลข่าวสาร ประชาชนไม่รู้จะเชื่อถือหน่วยงานใด ประกอบกับภาครัฐที่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผู้คนต้องหันไปพึ่งพาโลกออนไลน์ที่มีทั้งเรื่องจริงและข่าวปลอมปะปนกัน จนเกิดความโกลาหลและขาดความมั่นใจในการวางแผนชีวิต ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่ามวลน้ำเหนือระลอกนี้จะรุนแรงเพียงใดและจะต้องอพยพเมื่อไหร่ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงได้ผนึกกำลังกับผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าอย่าง รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อมาช่วยวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่แม่นยำ
ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ได้เปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกของการรับมือวิกฤตอุทกภัยในปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจระบบเตือนภัยของประเทศไทย ซึ่งถูกออกแบบไว้เป็น 2 ระบบหลักเพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ ได้แก่
T-Alert (Thailand Alert) ระบบจากส่วนกลาง สำหรับแจ้งเตือนภัยในภาพกว้างระดับประเทศ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือวาตภัย
Local Alert (L-Alert) หัวใจสำคัญของการเตือนภัย "อุทกภัย" ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนที่อาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ หน่วยงานท้องถิ่นหรือพื้นที่จำเป็นต้องนำข้อมูลตั้งต้นจากส่วนกลางมาประเมินและเจาะลึกในรายละเอียดของพื้นที่ตนเอง เช่น การกำหนดจุดอพยพหรือเส้นทางหลบภัย เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากส่วนกลางย่อมไม่สามารถรู้รายละเอียดเชิงพื้นที่ได้ดีเท่ากับหน่วยงานในท้องถิ่นอย่าง กทม. หรือแต่ละจังหวัด
ในส่วนของการวิเคราะห์ปริมาณฝนและมวลน้ำ ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ต่าง ๆ เผชิญปัญหาน้ำท่วมไม่เท่ากัน เช่น ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกอย่างบางนา ลาดกระบัง และคลองสามวา เกิดจากปริมาณฝนตกสะสมที่หนาแน่นมากกว่า 300 มิลลิเมตร ในขณะที่ฝั่งธนบุรี มีปริมาณฝนน้อยกว่า จึงไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักเท่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระบบระบายน้ำดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาโดยตรง ขณะเดียวกัน มวลน้ำเหนือจากนครสวรรค์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงมาด้วยปริมาณน้ำผ่านราว 2,400–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็ต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและการบริหารจัดการรัดกุม
สำหรับคำถามที่ว่าสถานการณ์ในปีนี้จะรุนแรงเท่ากับมหาอุทกภัยปี 2554 หรือไม่นั้น ผลจากการจำลองสถานการณ์และการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า สถานการณ์ในปีนี้ไม่มีทางรุนแรงเท่าปี 2554 อย่างแน่นอน เนื่องจากปริมาณฝนสะสมทั้งในภาคเหนือและภาคกลางในปีนี้มีค่าน้อยกว่าปี2554 อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงปริมาณน้ำหลากสะสมที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ในปี 2554 สูงถึง15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปีปัจจุบันมีปริมาณน้ำผ่านเพียงประมาณ 4,300 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งขนาดและปริมาณน้ำมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
เพื่อให้สังคมไทยสามารถรับมือและอยู่ร่วมกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน รศ.ดร.เสรี ได้ฝากข้อคิดและแนวทางปฏิบัติสำคัญผ่านแนวคิด "3 Help" ดังนี้
Self Help (ช่วยตัวเองและครอบครัว) การรู้เท่าทันความเสี่ยง เตรียมพร้อมดูแลตนเองและทรัพย์สินของครอบครัวโดยไม่ต้องรอพึ่งพาภาครัฐเพียงอย่างเดียว
Community Help (ช่วยเหลือกันในชุมชน) การสร้างความเข้มแข็งและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระดับชุมชน
Country Help (ช่วยเหลือจากภาครัฐ) การบูรณาการความช่วยเหลือจากภาครัฐและทุกภาคส่วนในระดับประเทศ เพื่อให้สังคมไทยสามารถรับมือและอยู่ร่วมกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน