ผ่าพิมพ์เขียวแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 "เข็มทิศประเทศ" ปลดล็อกปากท้องคนไทยโตยั่งยืน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ผ่าพิมพ์เขียวแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 "เข็มทิศประเทศ" ปลดล็อกปากท้องคนไทยโตยั่งยืน

Date Time: 5 ต.ค. 2569 04:41 น.

Video

NVIDIA ชิปไม่ใช่โปรดักส์แต่คือ Token | Digital Frontiers

“Summary“

สภาพัฒน์ โดย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.ได้เปิดพิมพ์เขียวครั้งใหญ่ เพื่อยกร่าง กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571–2575) ที่หวังใช้เป็นเครื่องมือปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ การจัดทำแผนฯ 14 ครั้งนี้ สภาพัฒน์ตั้งเป้าให้เป็น “แผนปฏิบัติการที่กินได้จริง”

Latest


­ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งสูง ข้าวของแพง แต่เงินในกระเป๋าของชาวบ้านกลับโตไม่ทันรายจ่าย หลายคนเกิดคำถามว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินไปทางไหนต่อ? คำตอบของปากท้องและอนาคตคนไทย ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่อยู่ที่ “เข็มทิศพัฒนาประเทศ” ที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เป็นเพียงเอกสารวิชาการเล่มหนาขอข้าราชการที่ถูกวางไว้บนหิ้งโดยไม่ได้ใช้จริง แต่ในความเป็นจริง แผนชาติฉบับนี้คือ “รัฐธรรมนูญทางเศรษฐกิจ” ที่ชี้ชะตาว่า คนทำงานเกษตรกรและพ่อค้าแม่ขายจะมีรายได้ดีขึ้นหรือไม่ ยามที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2565-2569) กำลังจะหมดอายุลง และเศรษฐกิจไทยติดหล่มโตช้ามานาน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.หรือสภาพัฒน์) โดย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.ได้เปิดพิมพ์เขียวครั้งใหญ่ เพื่อยกร่าง กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571–2575) ที่หวังใช้เป็นเครื่องมือปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ การจัดทำแผนฯ 14 ครั้งนี้ สภาพัฒน์ตั้งเป้าให้เป็น “แผนปฏิบัติการที่กินได้จริง” ไม่ใช่แค่กระดาษรายงาน แต่เป็นพิมพ์เขียวแก้จน มุ่งตอบคำถามประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า อีก 5 ปีข้างหน้า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจะดีขึ้นอย่างไร และประเทศจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน

ทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงขอพาไปเจาะลึกบทเรียนในอดีต พร้อมส่องปฏิทินและเป้าหมายใหม่ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

ปฏิทิน“แผนฯ 14” สู่วันบังคับใช้

การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ถูกวางเส้นทางอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 เพื่อให้พร้อมใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ.2571-2575 เริ่มจาก ต.ค.2567–ต.ค.2568 สภาพัฒน์ยกร่างแรก รวบรวมข้อมูลเชิงลึก สำรวจความคิดเห็น และดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมสมอง พ.ย.–ธ.ค.2568 บอร์ดสภาพัฒน์เคาะเห็นชอบร่างกรอบแผนฯ 14 ขั้นต้น พร้อมตั้งคณะกรรมการยกร่างฉบับสมบูรณ์

ต่อมา ก.พ.– พ.ค.2569 ได้เดินสายเปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชนใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วไทย ควบคู่ช่องทางออนไลน์ จากนั้นจนถึง ก.ย.2569 นำทุกเสียงสะท้อน ข้อเสนอแนะ และความต้องการของประชาชนมาประมวลผลเพื่อยกร่างแผนในรายละเอียด โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาได้จัดประชุมสัมมนาประจำปี 2569 ในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม  Thai land’s Next Agenda” เพื่อระดมความเห็นของประชาชนที่เข้าร่วมกว่า 2,000 คน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงความเห็น พร้อมกับรองนายกรัฐมนตรี 5 คน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายปกรณ์ นิลประพันธ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ขณะที่ ต.ค.2569 สภาพัฒน์พิจารณาเห็นชอบร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ฉบับรายละเอียดอย่างเป็นทางการ และ ก.พ.–ส.ค.2570 ชงร่างแผนฯ 14 ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนกฎหมาย จากนั้น ส.ค.–ก.ย. 2570: นายกรัฐมนตรีนำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และ ต.ค.2570 ประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตลอดช่วงปี 2571-2575

“แผนฯ 13” ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ได้ฉายภาพผลการประเมินแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) อย่างตรงไปตรงมา โดยยอมรับว่าการพัฒนาประเทศในภาพรวมยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่โตต่ำสะสม ในช่วง 2 ปีแรกของแผนฯ 13 เศรษฐกิจไทย (GDP) ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.3% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมาก ขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita) ในปี 2568 ทำได้ประมาณ 8,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายปลายแผนในปี 2570 ที่ตั้งเป้าไว้สูงถึง 9,300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปีอย่างเห็นได้ชัด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยพ่ายแพ้ต่อเป้าหมาย มาจาก 2 ปัจจัยกดดันหนัก คือ 1.วิกฤติซ้อนวิกฤติจากนอกประเทศ คลื่นความผันผวนโลกหลังโควิด-19 ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อพุ่ง สงครามการค้า และภัยธรรมชาติ

2.ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในและผลิตภาพโตต่ำ ไทยเจอปัญหาผลิตภาพการผลิต (Productivity) ขยายตัวต่ำมาก โดยปี 2568 โตเพียง 1.2% โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังจมอยู่กับภาคการผลิตและบริการดั้งเดิม การลงทุนชะลอตัว SMEs เปราะบาง และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD Ranking)  ปัจจุบันอยู่อันดับ 26 และติดหล่มไม่เคยไต่ขึ้นเกินอันดับ 25 ได้เลย

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังยอมรับถึง “จุดอ่อนการขับเคลื่อนภาครัฐ” ที่ในอดีตเน้นทำงานแบบต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการเชิงระบบ ทำให้งบประมาณและโครงการพัฒนาลงไปไม่ถึงจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง และประชาชนไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน

“แผนฯ 14” ดัน GDP โต 3% พลัส

จากข้อจำกัดเดิม สภาพัฒน์จึงดีไซน์ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยตั้งวัตถุประสงค์หลัก “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” มุ่งเปลี่ยนจากเศรษฐกิจโตต่ำฐานดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจผลิตภาพสูงที่สร้างงานและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่คนไทย โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญเพื่อวัดผลความสำเร็จไว้ ตั้งเป้า GDP ขยายตัวมาก 3% ต่อปี หรือ 3% พลัส เร่งสร้างอัตราการเติบโตต่อเนื่อง เพื่อดึงรายได้ประเทศและประชาชนให้สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ตั้งเป้าให้ประเทศไทยทะยานสู่ Top 20 ความสามารถการแข่งขันโลก ผลักดันอันดับ IMD Ranking ของไทยจากอันดับ 26 ขึ้นสู่อันดับ Top 20 ภายในปี 2572 เน้นคุณภาพการเติบโต ไม่สร้างความเปราะบาง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สามารถกระจายประโยชน์ทั่วถึง คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาส สวัสดิการเป็นธรรม ขจัดความเหลื่อมล้ำ และแก้จนข้ามรุ่น โดยมี  แนวคิดหลักการพัฒนา คือ “การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต”

พร้อมกันนี้ได้ยึด 4 หลักคิดนำทาง ในการขับเคลื่อน ได้แก่ 

1.Productivity เร่งยกระดับประสิทธิภาพ นวัตกรรม และเพิ่มมูลค่าในทุกภาคการผลิตและบริการ 

2.Inclusivity ผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจให้ถึงมือประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม 

3.Adaptability การปรับตัว เสริมความยืดหยุ่นให้ทุกภาคส่วนพร้อมรับมือกับกติกาใหม่และความผันผวนของโลกยุคใหม่ 

4.Immunity สร้างเกราะป้องกันหรือภูมิคุ้มกันความเสี่ยง และลดผลกระทบจากแรงกระแทกภายนอกประเทศ

เจาะลึกโมเดล “TRUST” 5 เสาหลัก

เพื่อเปลี่ยนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากกระดาษสู่การปฏิบัติจริง สภาพัฒน์ได้วาง โมเดล “TRUST” 5 เสาหลักการพัฒนา 

1.T–Transform เศรษฐกิจ (ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) ซ่อมและเสริม ยกระดับภาคการผลิตดั้งเดิม เช่น เกษตรแปรรูปและการท่องเที่ยวให้เป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูง สร้าง ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engines) เช่น ยานยนต์ EV, เทคโนโลยีขั้นสูง, สุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

2.R–Reform ภาครัฐ (ปฏิรูปภาครัฐ) ปรับเปลี่ยนภาครัฐให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง โปร่งใส คล่องตัว ขจัดคอร์รัปชัน เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD  

3.U– Upgrade ทุนมนุษย์ (ยกระดับคุณภาพคน) ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน (Re-skill/Up-skill) ให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ และวางระบบสวัสดิการที่เหมาะสมทุกช่วงวัย

4.S–Sustain ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (พัฒนาที่ยั่งยืน) สร้างความยั่งยืน บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและภัยพิบัติ ลดมลพิษ และขับเคลื่อนประเทศมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ  

5.T–Tech nology (ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม) เร่งรัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากการลงทุนต่างชาติ และปรับระบบทุนวิจัยให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์

เสียงประชาชนคือหัวใจการเขียนแผน

สภาพัฒน์เน้นย้ำว่าแผนฯ 14 จะแตกต่างจากอดีตด้วยการดึงประชาชนและภาคส่วนต่างๆมาร่วมคิด ร่วมเขียน และร่วมเป็นเจ้าของแผน โดยดำเนินการผ่าน 4 ช่องทางรับฟังความคิดเห็นหลักทั่วประเทศ ได้แก่ 

1.แพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดช่องทางให้ประชาชนทั่วไปสะท้อนมุมมองและความต้องการ มีผู้ร่วมตอบกว่า 5,000 คน

2.เวทีระดับพื้นที่ 18 กลุ่มจังหวัด เดินสายรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ เอกชน วิชาการ ประชาสังคม และเยาวชนคนรุ่นใหม่ 

3.สัมภาษณ์และสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 37 คน และจัด Focus Group ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 76 คน

4.หารือเชิงลึกหน่วยงานหลักและภาคเอกชน สร้างฉันทามติร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และกรรมาธิการรัฐสภา กระบวนการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อนำปัญหาและข้อเสนอแนะจริงจากระดับพื้นที่มาออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหากินได้จริงในแผนฯ 14

ร่วมสร้างอนาคตไทยเดินหน้าได้จริง

เลขาธิการสภาพัฒน์ได้ย้ำทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่าท่ามกลางวิกฤติและความผันผวนของโลก ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ที่ได้รับความสนใจและดึงดูดกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

เวลานี้จึงนับเป็น “โอกาสทองครั้งสำคัญที่สุด” ที่ประเทศไทยจะต้องใช้จังหวะนี้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศมานาน หัวใจสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดทำเอกสารยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของสภาพัฒน์ แต่คือการสร้าง “กลไกกลาง” ที่รวมพลังของคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งการสร้างเป้าหมายร่วมกัน

การผนึกแนวร่วมของทุกภาคส่วน และการออกแบบระบบขับเคลื่อนที่นำไปลงมือปฏิบัติได้จริง เพื่อรื้อสิ่งเก่า ซ่อมฐานรากเดิม และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้แก่ประเทศ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนทุกความกังวลของสังคมให้กลายเป็นพลังและความเชื่อมั่นในการร่วมกันพัฒนาประเทศ

หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเป็นพิมพ์เขียวแก้จนที่กินได้จริง จะเป็นเครื่องมือหลักในการขจัดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนให้พร้อมรับมือกับทุกมรสุมความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ