
“มิสเตอร์พี” ขึ้นเป็นหัวคอลัมน์ในวันนี้ ด้วยวลี “สู้ๆ เป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคน” ซึ่งเป็น “ข้อความที่คนไทยอยากส่งเป็นกำลังใจถึงกัน” ยามเจอวิกฤติ “อุทกภัยพลัส” ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
และวันที่ 5 ต.ค. เป็นอีกวันหนึ่งที่มีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนหนักในภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้พื้นที่ที่ยังน้ำท่วมขังต้องเฝ้าระวังกันต่อไป ซึ่ง “มิสเตอร์พี” ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะที่พักอยู่บน ถ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี ซึ่งแต่ละหมู่บ้านน้ำท่วมสูงมาก ขณะที่หลายพื้นที่แม้น้ำจะลด พื้นจะแห้งแล้ว ประชาชนก็ยังไม่มั่นใจ เพราะมีการคาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.เป็นต้นไป จะเกิดฝนตกหนัก ฝนแช่ คล้ายกับช่วงวันที่ 24-27 ต.ค.อีกระลอก
“การบริหารสถานการณ์วิกฤติ” ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จนยากที่จะเชื่อได้ในช่วง “อุทกภัยพลัส” ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนขาดศรัทธาการบริหารจัดการของรัฐบาล กทม. และส่วนปกครองท้องถิ่น เพราะจากมหาอุทกภัยปี 54 จนถึงวันนี้ผ่านมา 15 ปี ระบบการรับมือกับภัยพิบัติของประเทศ การพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือระบบการเตือนภัย แทบจะไม่มีอะไรแตกต่าง อาจจะดีขึ้นบ้างก็ไม่เกิน 10%
การประชุมฉุกเฉินเพื่อแก้สถานการณ์วิกฤติครั้งนี้ล่าช้า เหมือนต้องรอให้ผู้ใหญ่ขยับ “ตัดริบบิ้น” ก่อนถึงจะเริ่มได้ ความช่วยเหลือจึงเป็นแบบตัวใครตัวมัน ไม่มีการประสานงานกันระหว่างพื้นที่ เพื่อสูบทอยน้ำลงคลองสาขา หรือแม่น้ำอย่างเป็นระบบ เห็นแต่ภาพของการโยนความผิดกันไปมาระหว่างหน่วยงาน ขณะเดียวกัน ไม่มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในการผลักดันน้ำ ทำให้แม้แต่ “ท่อซิ่ง” หรือ “ท่อพญานาค” ซึ่งเป็นเครื่องสูบน้ำไทยประดิษฐ์ที่เกษตรกรใช้มายาวนาน กลายเป็นของที่น่าตื่นตาตื่นใจ ในการเร่งระบายน้ำของ กทม.
ในทางตรงกันข้ามงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือตามหลังการเกิด “ภัยพิบัติ” ทั้งการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และเกษตรกรสูงขึ้นๆทุกปี จนมีข้อสังเกตว่าแทนที่จะใช้งบประมาณ “ลงทุน” เพื่อป้องกันความเสียหายให้มากขึ้น รัฐบาลยังวนเวียนกับการแจกเงินเยียวยา แจกเมล็ดพันธุ์ แจกปุ๋ย หลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
เสียงสะท้อนจากสวนดุสิตโพล 68.75% ระบุด้วยว่าสิ่งที่ช่วยให้คนไทยมีกำลังใจในยามเจอเรื่องยาก คือ ครอบครัวคนใกล้ชิดอยู่เคียงข้างกัน และคนไทยพร้อมช่วยเหลือกันเอง ตื่นตัวรับมือภัยต่างๆมากขึ้น โดยไม่คิดพึ่งพาภาครัฐ ส่วนสิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาล คือ การลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนโดยเร่งด่วน แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงแค่แจก จ่าย จบ แต่ต้องทำให้มั่นใจว่าจะเป็นที่พึ่งได้ในภาวะวิกฤติ ไม่เช่นนั้นก็จะกลับมาเจ็บอีกซ้ำๆ
ท้ายที่สุดในเชิงเศรษฐกิจ แม้ภาครัฐจะมองว่าผลกระทบต่อน้ำท่วมครั้งนี้จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ไม่มาก แต่หากมองความเสียหายต่อทรัพย์สิน สุขภาพและความเชื่อมั่น เรื่องนี้จะเป็น “แผลในใจ” คนไทยที่รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม