นักวิเคราะห์ถอดรหัสเหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลังที่เป็นไปได้มากที่สุด ที่มีการวิเคราะห์กันไว้ว่า “รัฐบาลทำไมดูไม่รู้ร้อนรู้หนาว” กับกำไรมหาศาลของ “กลุ่มทุนโรงกลั่น” ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท ซึ่งยังมีอีกหนึ่งมิติซับซ้อนที่กล่าวถึงนั่นคือทฤษฎี “จำยอมเพราะความมั่นคง”ตั้งข้อสังเกตในอีกมุมหนึ่งที่รัฐบาลมักใช้เป็นข้ออ้างคือ “ความกลัวน้ำมันขาดแคลนจริง” ขณะที่อำนาจเหนือรัฐ “โรงกลั่น” ดูจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก หากบีบให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นหรือดึง “กำไร Stock Gain” มาใช้ “โรงกลั่น” อาจขู่ว่าจะหยุดเดินเครื่องหรือส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศที่ได้กำไรมากกว่ารัฐบาลอาจประเมินว่า “ยอมให้ประชาชนด่าเรื่องน้ำมันแพง ดีกว่าให้ประชาชนจลาจลเพราะไม่มีน้ำมันให้เติม” จึงเลือกที่จะไม่แตะต้องผลประโยชน์ของโรงกลั่นเลย...กรณีนี้จะเป็นไปได้หรือเปล่า?เมื่อความเดือดร้อนถูกมองเป็นเพียงตัวเลขก็จะเป็นวิกฤติศรัทธา เหตุผลที่รัฐบาลดูไม่เดือดร้อนอาจเป็นเพราะกระบวนการตัดสินใจมาจากน้ำหนักเหตุผลนี้หรือไม่ มองว่า...กองทุนน้ำมันติดลบ ต้องรีบหาเงินใช้หนี้...จึงขึ้นราคา 6 บาท? มองว่าโรงกลั่นต้องมีกำไรเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ...จึงไม่แตะ “ค่าการกลั่น”? พุ่งเป้าไปที่ “ค่าการกลั่น” ต้องยอมรับความจริงที่ว่าเป็นฟันเฟืองที่คุมยากที่สุด และอาจมี “ช่องว่าง” ให้เกิดกำไรมหาศาลนับหมื่นล้านในช่วงวิกฤติ เช่น สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านครั้งนี้...เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูงมาก หากเราขุดลึกลงไปในมิติที่มากกว่าที่ตาเห็น จะพบกลไก “หลุมดำ” ทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจกับดัก “ราคาสมมติ”...ต้นทุนไทยแต่ขายราคาโลก นี่คือจุดที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด โครงสร้างราคาไทยกำหนดให้โรงกลั่นขายน้ำมันในราคา “เสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์”...ช่องว่างแม้โรงกลั่นจะตั้งอยู่ในไทย ใช้แรงงานไทย และอาจใช้แหล่งพลังงานบางส่วนในประเทศ แต่รัฐอนุญาตให้บวก “ค่าขนส่งทิพย์” และ “ค่าประกันภัยทิพย์” จากสิงคโปร์มาไทยเข้าไปในราคาหน้าโรงกลั่นด้วย...ในช่วงสงครามค่าขนส่งและประกันภัยทางเรือทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยง โรงกลั่นจึงได้อานิสงส์จากส่วนต่างราคาที่บวกเพิ่มนี้ไปฟรีๆ ทั้งที่น้ำมันไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านทะเลจริง เป็นกำไรส่วนเกิน ที่ประเมินค่าได้ยาก?ตอกย้ำประเด็น “Stock Gain”...กำไรจากของเก่าในมือ โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมาย (ประมาณ 1-5% ของปริมาณการค้า) สมมติว่า...เมื่อเกิดสงครามกะทันหัน ราคาน้ำมันโลกดีดขึ้น 6 บาททันที แต่น้ำมันที่อยู่ในถังเก็บของโรงกลั่นเป็น “ต้นทุนเก่า” ที่ซื้อไว้เมื่อเดือนก่อนในราคาต่ำตัวเลขมหาศาลจะปรากฏขึ้นทันที...หากโรงกลั่นมีสต๊อกน้ำมันนับล้านบาร์เรล แล้วขายออกมาในราคาใหม่ที่บวกเพิ่มลิตรละ 6 บาท ส่วนต่างนี้จะกลายเป็นกำไรทันทีนับหมื่นล้านบาทในชั่วข้ามคืน โดยที่โรงกลั่นไม่ต้องลงแรงเพิ่มเลยสมมติต่อไป...ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่รวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานไว้ด้วย ช่องว่างที่โรงกลั่นสามารถบริหารจัดการ “ค่าใช้จ่ายภายใน” เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าซ่อมบำรุง หรือค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งตรวจสอบได้ยากจากภายนอก สมมติต่อไป...กรณีการถ่ายโอนกำไร หากโรงกลั่นเป็นบริษัทข้ามชาติ อาจมีการโยกย้ายกำไรผ่านการตั้งงบประมาณบริหารจัดการ เพื่อให้ตัวเลขกำไรในไทยดูไม่สูงจนเกินไปจนถูกสังคมกดดันให้ลดราคาสมมติต่อไป...“อำนาจต่อรอง” ที่รัฐบาลเข้าไม่ถึงหรือไม่ ทำไมรัฐบาลถึงเรียกคุยแต่กลุ่มทุนแต่ไม่กล้า “สั่ง” ให้ลดค่าการกลั่นหรือไม่? หรือเพราะเหตุผลความมั่นคงทางพลังงาน โรงกลั่นมีข้ออ้างสำคัญที่กล่าวไว้คือถ้ากดราคาหน้าโรงกลั่นต่ำกว่าตลาดโลก เขาจะส่งออกไปขายต่างประเทศแทน เพราะ...ได้ “ราคาสูง” กว่าคำถามสมมติมีอีกว่า “ความบิดเบี้ยว” ของ “ราคาน้ำมัน” ท่ามกลางวิกฤติจะส่งผลทำให้ใครรวย ทำกำไรนับหมื่นล้านได้จริงไหม? คำตอบแบบคิดว่าสมมติคือ...มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านราคาที่ราคาน้ำมันขาขึ้นแบบกระชาก 6 บาท โรงกลั่นจะได้กำไรจาก 2 ทางพร้อมกัน...จากค่าการกลั่น (Spread) ที่พุ่งตามความกลัวสงครามในตลาดโลก และ...จากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) ที่มีราคาถูกแต่ขายได้ราคาแพงประเด็น “Stock Gain” หรือ “กำไรจากสต๊อกน้ำมัน” คือหัวใจสำคัญที่อธิบายว่าทำไมโรงกลั่นถึงสามารถทำกำไรได้มหาศาลนับหมื่นล้าน ในช่วงที่เกิดวิกฤติสงครามหรือน้ำมันขาขึ้น 6 บาท ทั้งที่เขาอาจจะยังไม่ได้ลงแรงอะไรเพิ่มเลย สมมติ...การคำนวณและกลไกซับซ้อนแบบให้เข้าใจง่ายๆสูตรลับ “ซื้อถูก-ขายแพง” โดยไม่ต้องตั้งใจ...โรงกลั่นน้ำมันไม่ได้เหมือนร้านอาหารที่ซื้อของสดวันต่อวัน แต่เขาเหมือน “โกดังยักษ์” ที่ต้องเก็บน้ำมันดิบสำรองไว้มหาศาลตามกฎหมายและเพื่อความต่อเนื่องในการผลิต (ปกติจะสำรองไว้ประมาณ 1-2 เดือน)สมมติว่า...เมื่อเดือนที่แล้ว โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบมาตุนไว้ในถัง 1,000 ล้านลิตร ในราคาต้นทุน 20 บาทต่อลิตร เหตุการณ์ช็อกโลก...วันนี้สหรัฐฯรบกับอิหร่าน ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งกระฉูด รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มรวดเดียว 6 บาทความบิดเบี้ยวเริ่มตรงนี้...แม้น้ำมันในถังจะเป็น “ของเก่าต้นทุนเดิม...20 บาท” แต่ราคาขายหน้าโรงกลั่นในวันถัดไปจะถูกปรับขึ้นตามราคาตลาดโลกทันที...กลายเป็นต้นทุนใหม่ “+6 บาท”กำไรเนื้อๆ...ส่วนต่าง 6 บาทที่เพิ่มขึ้นมานี้ คูณกับน้ำมันเก่า 1,000 ล้านลิตรในถัง เท่ากับกำไรเพิ่มขึ้นทันที 6,000 ล้านบาท โดยที่ต้นทุนการผลิตจริงๆ ยังเป็นของเก่าอยู่เลยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นไปอีก...สมมติเหมือนคุณซื้อทองเก็บไว้บาทละ 20,000 บาท อยู่ดีๆ พรุ่งนี้สงครามเกิด ทองพุ่งเป็น 40,000 บาท คุณรวยขึ้นทันที 20,000 บาททั้งที่ทองยังวางอยู่ที่เดิม นี่คือสิ่งที่โรงกลั่นเป็น แต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ได้มีแค่ “บาทเดียว” แต่มี “นับล้านบาร์เรล”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม