ถ้าไม่ได้อ่าน “ศัพท์สรรพรรณนา” (ปรัชญา ปานเกตุ เขียน สถาพรบุ๊คส์ พิมพ์ พ.ศ.2565) บทที่ 70 “ฉิบ-หาย” ผมคงไม่ตกใจนึกไม่ถึงว่า คำที่หลุดจากปลายลิ้น...ทุกเมื่อเชื่อวัน...เป็นคำโบราณ เก่าแก่ ทั้งซ่อนซุก เสน่ห์ และความหมาย ลึกเร้น...ชนิดที่ถ้านึกขึ้นได้ คงพูดไม่ออกจากปากได้ง่ายเหมือนแต่เก่าก่อนตั้งสติได้ ก็ค่อยๆเรียนรู้ไปด้วยกัน ทีละคำสองคำ“ฉิบ” หนึ่งหมายถึง สูญ หมด สิ้น ตัวอย่างจากจินดามณี ล่ม 1 “เสียองคเสียไอ ศูริยฉิบทังลงกา เสียญาติโยธา เสียพี่น้องแลลูกหลาน”ภาษาถิ่นสุโขทัย ปัจจุบันออกเสียง “ชิบ” หมายถึงสูญพันธุ์ไปหมดสิ้น “สมันชิบไปจากสยาม”“หาย” หมายถึง สูญ หมด สิ้น เหมือนกับ “ฉิบ” ดังตัวอย่าง จากจารึกพ่อขุนรามคำแหง “ขุนผู้ใดถือสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลิบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้ม บ่เกรง เมืองนี้หาย”เช่นนี้ “ฉิบ” ก็เท่ากับ “หาย” และ “หาย” ก็เท่ากับ “ฉิบ” โบราณใช้ซ้อนกันสองแบบแบบหนึ่งซ้อนคำกริยาที่ซ้ำบางส่วน และเปลี่ยนคำพ้องความหมายที่ตำแหน่งท้าย ตัวอย่างจากจารึกศรีชุม “ได้ข้าศึกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี ย่อมเอามาเลี้ยงมาขุน บ่ให้เถิงที่ฉิบที่หาย”แบบหนึ่ง ซ้อนกันสองหน่วย เป็น “ฉิบหาย” ตัวอย่างจากไตรภูมิพระร่วง “เทียรย่อมรู้ฉิบหาย รู้ตายจาก รู้พลัดพรากจากสมบัตินั้นแล”“ฉิบ” กับ “หาย” เมื่อซ้อนกันเป็น “ฉิบหาย” แล้วมีความหมายเพิ่มขึ้น ดังนี้“ฉิบหาย” หนึ่งหมายถึง หายสิ้น หมดสิ้น หมดเร็ว ป่นปี้ ย่อยยับ ตาย ตัวอย่างจากสามก๊ก “เตียวก๊กป่าวประกาศแก่ทหารแลไพร่พลทั้งปวงว่า เมืองพระเจ้าเลนเต้จะสาบสูญฉิบหายแล้ว”โดยปริยายใช้เป็นคำแช่งด่า หมายความเช่นนั้น ตัวอย่างจากสุธนูกลอนสวด “โกนดานยักษี ได้ฟังพาที จึงมีบัญชา พาชี ฉิบหาย มันร้ายหนักหนา บอกพระน้องยา อย่าขี่ขับมัน”บางกรณีใช้เป็นคำอุทาน แสดงความตกใจ เป็นต้น เช่น ฉิบหายแล้ว มีคนเห็น“ฉิบหาย” หนึ่งหมายถึง มากอย่างยิ่ง ตัวอย่างจากบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผน “ขมสะเดามะระพอกลืนบ้าง บอระเพ็ดพุงช้างขม ฉิบหาย”ตัดใช้เป็น “ฉิบ” หรือออกเสียงเป็น “ชิบ” ก็มี เช่น “ข้อสอบยากชิบ” “ฉิบ” หนึ่งหมายถึง ทันที โดยไม่คาดหมาย ตัวอย่างจาก กากีกลอนสุภาพ “เฉียวฉิบพริบตาในนาที ก็ข้ามสีทันดรสะดวกดาย”ที่ใช้ในปัจจุบัน เช่น “คุยกันอยู่ดีๆ วางสายไปเสียฉิบ”ระทึกกับการรับรู้ลึกๆคำ “ฉิบหาย” แล้ว อาจารย์ ปรัชญา ปานเกตุ มีลูกเล่นทิ้งท้ายจากเรื่องเล่าครั้งหนึ่ง รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) เชื้อเชิญผองเพื่อนโดยถือวิสาสะมาเป็นตัวละครบนหน้ากระดาษ ผลงานคัดสำเนาจากแฟ้มมรดกต้นฉบับแสนรักเล่มนั้น ชื่อ พรานล่าอารมณ์ขันและ “สุภร บร็อนสัน” คือเพื่อนคนหนึ่ง ที่ผู้เขียนหยอกเย้า รงค์ว่าเวลานั้นเขา (สุภร) กำลังทุกข์ตรมเกี่ยวกับความป่วยไข้ ความป่วยไข้ของเขาเปลืองแพทย์ถึง 3 คน คือวิสัญญีแพทย์ ศัลยแพทย์ และจิตแพทย์ความยุ่งยากเนื่องจากไม่เชื่อว่า เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่เขาเชื่อราวกับผีสิงว่า เขาโดนกะเหรี่ยงฝั่งแม่น้ำเมย “เสกแมวเข้าท้อง” แม้เวลาผ่านไปหลายปีเขาคงเชื่ออย่างนั้นวิสัญญีแพทย์รมยาอย่างนุ่มนวล นำเขาสู่ความเคลิบเคลิ้มในภวังค์ ศัลยแพทย์กรีดเฉือนไส้ติ่งของเขาอย่างเบามือ จิตแพทย์พบว่าเป็นโอกาสงดงามที่จะทำลายความเชื่อเรื่องแมวในท้องทันทีที่เขาตื่นบนเตียงผ่าตัด จึงชูแมวในมือให้ดูแล้วพูดว่า“ขอแสดงความยินดี-สุภร ผมเอามันออกจากท้องคุณได้แล้ว-แมวสีนาก” สุภร บร็อนสัน ชำเลืองหว่างขาแมวตัวนั้นแล้วอุทานเสียงดัง“ฉิบหาย! ผิดตัวแล้วหมอ-ไอ้ตัวในท้องผม มันแมวดำ! ดำปลอดเลย แล้วมันก็ตัวผู้ไม่ใช่ตัวเมีย...”กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม