รายการ Thairath Front Page ทาง “ไทยรัฐทีวี ช่อง 32” ซึ่งจะออกอากาศ ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ เป็นการสัมภาษณ์ “ดร.นพรัตน์ กุลหิรัญ” (มาดามรถถัง) ผู้ก่อตั้งบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด นักธุรกิจหญิงแกร่งชาวไทยที่เป็นผู้ผลิต ซ่อมบำรุง และส่งออกยานเกราะล้อยางและชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์รายใหญ่ของไทย ผู้มีประวัติชีวิตโลดโผนตั้งแต่วัยรุ่นดร.นพรัตน์กล่าวถึงเหตุการณ์ในวัยเยาว์ที่นับเป็นประสบการณ์ชีวิตสำคัญซึ่งได้หล่อหลอมให้มีชีวิตอย่างทุกวันนี้ มีจุดสำคัญ คือช่วงปี 2515 สอบเอ็นทรานซ์เข้าไปศึกษาที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน และชอบเข้าร่วมกิจกรรมกับค่ายอาสาพัฒนา เนื่องจากมีแรงบันดาลใจในเรื่องนี้จาก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์“ช่วง 6 ตุลาคม 2519 ตอนนั้นเราเรียนปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าน ดร.ป๋วยเป็นอธิการบดี ท่านก็ชอบเดิน เวลานพรัตน์เจอท่าน นพรัตน์ก็ส่งภาษาจีน เหมือนกับคุณเจริญ นพรัตน์ก็ส่งแต้จิ๋ว พูดภาษาจีนกันนะ เราบอกว่าเรานิยมท่าน แล้วท่านก็ชอบมาเดินคุย ก็นิยมชมชอบว่า ท่านมีความคิดอย่างไร ให้บัณฑิตกลับมาพัฒนาชนบท โอ้ รู้ไหมว่า พออ่านจากท่าน ฉันนะออกค่ายตลอดเลย ฉันชอบ”“เพราะ ดร.ป๋วย ซึ่งนับถือเป็นเพื่อนบ้านกัน เกิดที่บ้านเดียวกับเรา ถนนทรงวาด จะมีโรงเรียนเผยอิง ตรงปากประตูโรงเรียนเผยอิงก็เป็นที่เกิดของคุณเจริญ (เจริญ สิริวัฒนภักดี) แล้วข้างๆบ้านคุณเจริญก็คือที่เกิดของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ แล้วพวกเราเจอกันนะ เราก็คุยแต่ภาษาแต้จิ๋ว วันที่ท่านต้องไปต่างประเทศ (ช่วง 6 ตุลาคม 2516) ฉันก็ไปส่งที่สนามบินดอนเมือง แล้วก็ไปยืนร้องไห้ตรงนั้นด้วย โอ้ เพราะว่าที่สนามบินดอนเมือง ท่านถูกตบ แล้วพวกเราก็อยู่ที่นั่นด้วย ฉันก็ยืนร้องไห้ เพราะท่านเป็นคนดี แล้วก็มีอุดมการณ์ที่ดีมาก ฉันติดตามตลอด เป็นไอดอลของฉันเลยนะ”“พอเข้าไปเรียนที่ปทุมวัน เราก็ตั้งใจเลยว่า 50 เปอร์เซ็นต์เรียน อีก 50 เปอร์เซ็นต์ทำกิจกรรม สิ่งแรกคือเข้าไปถึงก็หาชมรมอาสาพัฒนาชนบท ออกค่ายอาสาพัฒนา แล้วยังไปร่วมเดินขบวนกับเขา ช่วงนั้นมีกิจกรรมการเมืองเยอะ เห็นเขาเดินก็เดินกับเขา ฉันอยากจะเรียนรู้ว่าโลกในประเทศไทยเป็นอย่างไร ฉันไม่เคยรู้เลย รู้แค่เซียงกงอย่างเดียว รู้แต่ละแวกของเรา พอไปค่ายก็เหมือนเปิดโลกกว้างที่เราไม่เคยรู้ โห ที่นั่นเขาพูดภาษาอะไรหนอ เขาพูดภาษานู้น ภาษานี้ ไม่เห็นเหมือนที่ฉันเคยรู้จักเลย เพิ่งจะเรียนรู้” พอปีต่อๆมาก็ได้ไปออกค่ายอยู่เรื่อยๆ ได้เปิดโลกกว้างมากขึ้น จนอยู่มาช่วงหนึ่งที่ชายแดนแถวสระแก้ว มีการปะทะกันแล้ว พวกเขมรก็หนีมาเมืองไทย ก็มีการจัดตั้งศูนย์อพยพ ที่อําเภอคลองลึก สระแก้ว แล้วฉันก็เลยไปเป็นอาสา เพราะว่าไม่มีค่ายจะไปแล้วนี่ ไม่รู้จะไปไหน แล้วเขาอาสาสมัครล่ามภาษาฝรั่งเศสกับภาษาอังกฤษ ด้วยความที่พูดได้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส รวมทั้งภาษาจีนทั้งจีนแต้จิ๋ว จีนกลางได้หมดเลย ก็เลยอาสาไปเป็นล่ามให้กับ UNHCR (สำนักงาน ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) พอไปถึงค่ายที่นั่นก็ตกใจ ค่ายนี้มีตั้ง 30,000 คน“โอ้โห ทําไมมันถึงน่าเวทนาอย่างนี้ ตายละ ถ้าประเทศฉันต้องหนีไปอย่างนี้นะ ฉันไม่หนีหรอก ฉันต้องไม่ให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ แล้วต้องไม่ให้คนไทยหนีแบบนี้ คิดตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า ไม่ได้แล้วว่า เราเปลี่ยนความคิดแล้วว่า ประเทศไทยเราต้องไม่เป็นอย่างนี้ รู้ไหมว่ามันทุกข์ทรมานมาก มีแต่โรคติดต่อ วันๆมีแต่คนไม่สบาย มีแต่คนตาย แล้วไปดูนะ เขาบอกว่าพวกนี้รอประเทศที่สามมารับไป”“แล้วนพรัตน์ก็ดูโหงวเฮ้งเขา แล้วบอกว่าโหงวเฮ้งแบบนี้ เขาไม่มารับหรอก เขาไม่รับหรอก ต้องอยู่ประเทศไทยอีกนาน เลยบอกว่าเธออยู่ประเทศไทย เธอต้องรู้ภาษาไทย เลยไปขอนายฝรั่ง บอกว่าฉันขอเลิกเป็นล่ามนะ ฉันขอมาสอนภาษาไทย ภาษาไทยหลักสูตรไม่มี ก็คิดเอง พรุ่งนี้จะสอนเรื่องเกี่ยวกับการทักทาย สวัสดีครับ ขอบคุณค่ะ อะไรอย่างนี้ก็สอน แล้วก็สอนนะภาษาไทยก็แปลภาษาอังกฤษ แปลฝรั่งเศส แปลภาษาจีน จีนกลาง จีนแต้จิ๋วไป ปรากฏว่าผู้ที่มาเรียนกลายเป็น UNHCR เยอะ (หัวเราะ) อยากได้ภาษาไทย แล้วก็สอนคนที่อยู่ให้พูดภาษาไทย”พออยู่ที่นั่น ดร.นพรัตน์ก็ไปติดไข้ จับสั่น ติดมาลาเรียได้มีการส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พ่อบอกว่ารักษาชีวิตไว้เถิด ตราบใดที่ชีวิตไม่มี เธอก็ไปทําอย่างนี้ไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ไป ตั้งแต่วันที่ไม่ได้ไป ก็ไม่มีคนสอนภาษาไทยอีกเลย“นี่จะบอกให้นะ เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ ที่ทําให้เรากล้าและแกร่ง จนมาเป็น ดร.นพรัตน์ กุลหิรัญ อย่างทุกวันนี้”.ติดตามได้ในรายการ Thairath Front Page ออกอากาศทาง YouTube ช่อง Thairath News - ข่าวไทยรัฐ วันพุธที่ 1 เมษายน นี้ เวลา 14.30 น. เป็นต้นไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่