หนังสือปกแข็งสีชมพู ตัวอักษรจีนสีทอง “อู๋เหวย อกรรมกริยา” ของภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์) ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ สำหรับแฟนพันธุ์แท้...ทุกตัวหนังสือต้องค้นหาผมมีหนังสือภิญโญหลายเล่ม ล้วนเป็นปรัชญาซับซ้อน ลึกซึ้ง อ่านยาก แต่เล่มนี้ก็เป็นเช่นทุกเล่ม...งานง่ายๆของผมก็คือเปิดอ่าน ไปเรื่อยๆ สะดุด! หน้าไหนก็หยิบกระดาษคั่นเหลาจื่อในช่วงบั้นปลาย กลายเป็นอริยปราชญ์ซ่อนกายอยู่ใน หอสมุดท่ามกลางผูกไม้ไผ่ ใช้เวลายามค่ำจุดเทียนสนทนากับอักษรของมิตรสหาย ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นมนุษย์ที่แท้ในคืนค่ำอันเงียบสงัด เสียงขลุ่ยไม้ไผ่พลิ้วไหวมาแต่ไกลภายใต้แสงเทียนวาบวิบยามจิบชา ขงจื่อใคร่ครวญถึงคำถามที่ตกค้างในใจ แล้วจึงตั้งปุจฉาถามเหลาจื่อว่า“แผ่นดินไร้เต๋าสิ้นความสงบสุข ขุนนางละโมบโลภมาก ปวงประชาก็แตกแยก ข้าทุกข์ใจยิ่งนัก ด้วยไม่เห็นหนทางว่า ควรทำอย่างไรจึงจะนำแผ่นดินกลับสู่ศานติได้ สมควรให้จารีต ประเพณีเป็นเครื่องชี้นำกำกับหรือไม่”เหลาจื่อยิ้มน้อยๆตอบ “ป่วยการที่จะใช้ เมื่อต้องการใช้สิ่งเหล่านี้ นั่นแสดงว่าปวงประชาขาดไร้ “เต๋า” เมื่อใดปวงประชามี “เต๋า” บ้านเมืองก็จะกลับคืนสู่ความสงบสุข”“เต๋าในใจ” คืออะไร “ขงจื่อคิดคำนึงแล้วจึงเอ่ยถาม” ถ้าเช่นนั้นทำอย่างไรให้กษัตริย์คล้อยตามเต๋าแห่งฟ้า ปวงประชาจะได้คล้อยตาม เต๋าแห่งกษัตริย์เหลาจื่อโบกมือส่ายหน้าตอบว่า “กษัตริย์นั้น มีไพร่พลมากมาย มีขุนนาง มีทหาร มีอาวุธ ทั้งยังมีกฎหมาย มีคุก เหตุไฉนเราจะต้องมานั่งฟัง “เต๋า” ของเจ้าด้วยเล่า” ขงจื่ออึ้งไปชั่วขณะ เหลาจื่อจึงกล่าวต่อ“สิ่งที่เจ้ากล่าวมา ทั้งตัวผู้สอนสั่ง กระทั่งกระดูกล้วนผุกร่อนไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เพียงวาจา เจ้ายังยึดมั่น ถือมั่น อีกกระนั้นหรือ ยามที่วิญญูชนสบโอกาส ก็อาจได้นั่งรถม้าอย่างสง่าผ่าเผย หากโอกาสไม่เป็นใจ ก็จำเป็นต้องระเหเร่ร่อน เวลาของเจ้าเหลือน้อยแล้ว เมื่อไม่อาจเปลี่ยนแปลงยุคสมัยได้ ป่วยการที่จะฝืนลิขิตฟ้า”การสนทนายังดำเนินต่อไป ขงจื่อเห็นสมควรแก่เวลา ก่อนคารวะเพื่อลากลับ จึงถือโอกาสขอโอวาทสุดท้ายเหลาจื่อเพ่งอนาคตเบื้องหน้า เห็นความวุ่นวายของยุคสมัย จึงกล่าวปัจฉิมวาจาว่า“ข้าขอมอบวาจาเป็นของกำนัล ข้าได้ยินมาว่าพ่อค้าผู้เก่งอาจจะซ่อนสินค้าล้ำค่าไว้ จะเปิดเผยต่อหน้าก็แต่ผู้ที่พร้อมจะยอมจ่าย วิญญูชนย่อมงำประกาย ซ่อนปัญญาของตนเองไว้ หากเปิดเผยมากไป ย่อมนำโทษภัยมาสู่ตน”ความไร้ที่คนมองไม่เห็นค่า กลับเป็นสิ่งมีประโยชน์มากมาย“ผู้ฉลาดมีไหวพริบดี ยิ่งแสดงออกมาก ยิ่งเข้าใกล้ความตาย”ชาถ้วยสุดท้าย ถูกรินเพียงครึ่งถ้วย ขงจื่อทรุดกายคารวะ ก่อนจะเดินจากลาหลายวันต่อมา เหล่าศิษย์ถามขงจื่อ แท้จริงแล้วเหลาจื่อเป็นคนเช่นใด ขงจื่อตอบว่า“ข้ารู้เหตุใด วิหคจึงบินในฟากฟ้า มัจฉาแหวกว่ายในสายน้ำ จตุบาทวิ่งไปในแผ่นดิน แต่สัตว์สี่เท้ายังถูกจับด้วยแร้ว สัตว์ว่ายน้ำถูกจับด้วยแหและเบ็ด สัตว์บินอาจถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ มีแต่มังกรเท่านั้น ที่ไม่ต้องพันธนาการใดมังกรเหินบินไปในห้วงหาว พลิ้วไปกับสายลม ลอยล่องไป ในเมฆา มีแต่ท่านเหลาจื่อเท่านั้น ที่เปรียบได้กับมังกรแห่งฟ้า”ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สรุปสถานการณ์บ้านเมืองยุคนั้น นี่คือช่วงเวลาที่คนฉ้อฉลเป็นใหญ่ คนถืออำนาจบาตรใหญ่จะได้ปกครองบ้านเมือง เหล่าบรรดาผู้เข้าใจ จึงพากันหลีกเร้นไปอาศัยในป่า ฝึกวิชาเซียนดิน เซียนฟ้า...และก่อนราชวงศ์โจวล่มสลาย เหลาจื่อขี่ควายด้วยท่านั่งกลับหลัง มุ่งหน้าไปทางตะวันตก ทิ้งจารึกห้าพันคำที่เรียกคัมภีร์ “เต๋าเต็กเก็ง” ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้กันถึงวันนี้.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม