“เชียงใหม่” เข้าขั้นวิกฤติ ค่าฝุ่น PM 2.5 เช้านี้พุ่งต่อเนื่อง ครองแชมป์อันดับ 1 เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก (30 มี.ค.2569) ข้อมูลจากเว็บไซต์ IQAir จัดอันดับสด (ช่วงเวลา 07.00 น.) เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก โดยค่า AQI อยู่ที่ระดับ 205 มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรงยามเมื่อควันสีเทาปกคลุมยอดดอยและเมืองเชียงใหม่ สายตาคนเมืองและรัฐมักพุ่งเป้าไปที่ “ชาวบ้านบนดอย” ในฐานะจำเลยสังคมว่าเป็นคนจุดไฟเผาป่า แต่ในมุมมองของ พฤ โอโดเชา อดีตเด็กเลี้ยงควายที่โตมากับป่า กลับมองว่านี่คือความย้อนแย้งขนานใหญ่มนุษย์เราอยู่กับไฟมานานกว่า 8,000 ปี พัฒนาอารยธรรมมาจนถึงยุค AI แต่โลกวันนี้กลับถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน...วิถีอนาล็อก (คนป่า) ใช้ภูมิปัญญาที่สั่งสมมานับพันปีอยู่ร่วมกับไฟอย่างเป็นระบบเพื่อการอยู่รอดวิถีดิจิทัล (คนเมือง) ใช้เทคโนโลยี ดาวเทียม และกฎหมายจากส่วนกลางมาเป็นตัวตั้ง“ไฟป่านั้นจัดการง่ายกว่าการจัดการอคติและความเชื่อของคน” พฤ สะท้อนใจ พร้อมชี้ให้เห็นว่ารัฐสมัยใหม่มักมองว่าการใช้ไฟแบบชาวบ้านเป็น “ศัตรู” และประกาศสงครามด้วยกฎหมายที่รุนแรง จนคนตัวเล็กตัวน้อยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยที่จะออกมาอธิบายความจริงตัดตอนจาก “พฤ โอโดเชา” โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ย้ำว่า ไฟป่านั้นจัดการง่ายกว่าการจัดการความคิดความรู้ทัศนคติ อคติความเชื่อและผลประโยชน์ของคน...เป็นเรื่องของความรู้เก่าและความรู้ใหม่ปะทะสังสรรค์กันของเรื่องต่างๆ เหมือนกับปัญหาในภาพใหญ่ของประเทศไทยและโลกในขณะนี้ซึ่งทุกใน “ความขัดแย้ง” มี “ต้นทุนสูง” จนอาจประเมินค่าไม่ได้ต่างรู้กัน ต่อไปจะลงรายละเอียดนิดๆหน่อยๆนะครับ...มองด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดินน้ำป่า พลังงานอากาศ การศึกษา รูปแบบการปกครองประชาธิปไตยหรือเผด็จการ จะกระจายหรือจะรวมศูนย์อำนาจ จะรวยกระจุกหรือจะรวยกระจาย จะเท่าเทียมหรือจะเหลื่อมล้ำจะยุติธรรมหรือจะเลือกปฏิบัติ...จะเหนือกว่าธรรมชาติ หรือจะเคารพธรรมชาติ ฯลฯ มาจาก 2 แบบขัดแย้งการจัดการทรัพยากรไฟก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่สะท้อนได้ชัดว่ามันยังคุยกันไม่รู้เรื่องซึ่งมีอะไรซับซ้อนอยู่หลายซับซ้อน...เรื่อง “การจัดการไฟ” ยึดโยงกับหลายซับซ้อน แต่มองผ่านการจัดการไฟแบบความรู้เก่ากับความรู้ใหม่ ส่วนตัวผมพอจะรู้การจัดการไฟแบบความรู้เก่าบ้างและการมองไฟแบบความรู้ใหม่บ้าง...ไม่ได้เป็นผู้รู้อะไรมากมายเพียงแค่โตมาเป็นเด็กเลี้ยงควายในป่าคนหนึ่งเท่านั้นเอง ผมมองว่าการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับดินน้ำลมไฟนั้นมีพัฒนาการมีรากฐานมานานแล้ว อย่างน้อยก็ 8,000 ปีที่มนุษย์เรารู้จักการใช้ไฟ ใช้ประโยชน์จากไฟนำมาอยู่ร่วมกับวิถีเพื่อพัฒนาอารยธรรมอาหารการอยู่กินอาศัย“...สร้างบ้านแปลงเมืองมาจนถึงยุคเกษตรยุคอุตสาหกรรมยุคหลอมเหล็กยุคเหมืองขุดแร่สร้างอาวุธฆ่าล้างสร้างอำนาจจนยึดครองระบบอาหารการตลาดถึงยุคโซเชียลเอไอก็ยังคงแย่งชิงเชื้อเพลิงพลังงานเพื่ออำนาจที่เป็นใหญ่ยังขัดแย้งฆ่ากันยังไม่จบ”“ไฟป่า” คือปรากฏการณ์ในพื้นที่ของความขัดแย้งที่สะท้อนถึงมุมมองทัศนคติของวิธีการสร้างมุมมองจัดการทรัพยากร 2 แบบ แบบรัฐอาณานิคมสมัยใหม่แบบรัฐรวมศูนย์ ที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องมือวิชาการองค์ความรู้แบบใหม่เข้ามาใช้ข้อมูลใช้อำนาจบริหารแบบรัฐใหม่มาจากระบบท็อปดาวน์บนสั่งล่างกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่กินแบบคนเมืองหลวง และกับอีกความรู้ของการจัดการทรัพยากรแบบคนในพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่กินแบบคนในพื้นที่ป่าภูเขา มีประสบการณ์และองค์ความรู้ภูมิปัญญาแบบพื้นถิ่นที่อยู่ร่วมกับไฟสะสมรูปแบบคนกับไฟร่วมกันมาเป็นวิถีปรากฏการณ์ไฟป่าช่วง 2-3 ปีมานี้ผมเห็นว่า มีคนนอกพื้นที่กับคนในพื้นที่ที่เห็นต่างกัน จึงสะท้อนถึงรากความรู้วิถีที่มาจากระบบหลอมต่างกันส่งผลถึงวิธีมองทัศนคติอคติต่างกันนำมาสู่วิธีการเลือกใช้เครื่องมือจัดการไฟต่างกัน ความต่างตรงนี้คือช่องว่างและจัดการยากเพราะมีหลายอย่างทับซ้อนกันอยู่ในนั้นคงต้องให้นักวิเคราะห์นักวิชาการหรือผู้รู้ทุกศาสตร์ทุกด้าน มาคุยกันในพื้นที่ปลอดภัยหรือแบบใดหรือใคร ความจริงพื้นที่สื่อสาธารณะ สถาบันวิชาการ นักสันติ นักออกแบบกระบวนการสื่อสารต่างๆควรจะเปิดพื้นที่กลางในเรื่องนี้ แต่ดูคนในองค์กรต่างๆเหล่านี้ต่างก็เอียงๆไปแล้วในความเป็นจริงแล้วทั้งคนสมัยใหม่และสมัยเก่าก็ต่างใช้ไฟไม่ต่างกัน วิถีคนในเมืองคนชนบทก็ยังใช้ไฟไม่ต่างกัน เพียงแต่ซ่อนแบบการใช้ไฟที่ต่างกัน ใช้โดยตรงกับใช้ทางอ้อมซึ่งผลกระทบอาจจะร้ายแรงมากกว่าหรือน้อยกว่ากันแตกต่างก็เป็นได้ แต่ข้อมูลก็ยังไม่ถูกใช้ทุกด้านได้อย่างรอบด้านในสมรภูมิหมอกควันปัจจุบัน ชาวบ้านกลายเป็น “คนร้าย” ที่ต้องเข้าคุกเพียงเพราะใช้ประสบการณ์แบบเก่าจัดการเชื้อเพลิง พฤ ระบุว่าช่องว่างนี้ลึกขึ้นเรื่อยๆ เพราะสถาบันวิชาการและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมมาจากชุดความรู้แบบรัฐสมัยใหม่จน “เอียง” ไปตามกระแสสังคมหลักทำให้เสียงของ “คนชายขอบ” ถูกเบียดตกเวทีไปก่อนจะได้พูด ที่น่าตกใจคือข้อมูลล่าสุดจากพื้นที่ “สะเมิง” พฤ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบนดอย อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่าควันที่เห็นในขณะนี้ยังไม่ใช่ฝีมือชาวบ้านจัดการเชื้อเพลิง เพราะตามแผนงานชุมชนจะเริ่มจัดการในเดือนเมษายน แต่ภาพจำของสังคมกลับตัดสินพวกเขาไปล่วงหน้าแล้ว ปรากฏการณ์นี้เปรียบเหมือนคนสองคนที่ต่างมองเห็นหน้าคนอื่นดำแต่ไม่เคยมองกระจกดูหน้าตัวเอง ใช้นิ้วชี้ใส่คนอื่นโดยไม่เห็นนิ้วที่เหลือชี้กลับเข้าหาตัว ความขัดแย้งนี้มีต้นทุนสูงลิ่ว และผู้ที่แบกรับภาระหนักที่สุดคือ “คนไร้อำนาจ”ตราบใดที่ “พื้นที่กลาง” ในการคุยกันด้วยความเคารพในภูมิปัญญาที่ต่างกันยังไม่เกิด “ไฟป่า” ในใจคนก็จะยังคงลุกโชนส่ง “หมอกควัน” แห่งความเกลียดชังปกคลุมสังคมไทยต่อไปไม่มีวันจบ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม