การประกาศขึ้นราคาน้ำมันแต่ละครั้ง รัฐบาลจะอ้างอิงราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศเพื่อนบ้าน รอบที่แล้วขึ้น 6 บาทก็อ้างราคาน้ำมันสิงคโปร์ รอบนี้ 3.50 บาทก็อ้างราคาน้ำมันมาเลเซีย รอบหน้าและรอบต่อๆไปก็คงอ้างราคาน้ำมันประเทศในอาเซียนจนครบ ยกเว้นอินโดนีเซียและบรูไน ที่ราคาน้ำมันต่ำกว่าบ้านเราเพราะเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่เท่ากับ รัฐบาลเน้นแก้ปัญหาเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับโรงกลั่น พ่อค้าน้ำมัน Jobber และสถานีบริการน้ำมัน โดยตรง ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะถ้าไม่เช่นนั้น รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงต้นทุนของค่าเงิน ค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการของรัฐ ระบบการขนส่งโดยสาร สินค้าอุปโภคบริโภค มาคำนวณในการที่จะชดเชยและการขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกแต่ละชนิด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่มีผลต่อปากท้องของชาวบ้านโดยตรงรัฐบาลอาจไม่คิดหรือคิดไม่ทัน เป็นอีกเรื่อง แต่ตามโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย ในการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป ประกอบด้วย ราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งผันแปรตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยมีราคาใน ตลาดสิงคโปร์ เป็นราคาอ้างอิง บวกกับค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ เป็นหลักภาษีต่างๆ เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ค่าธรรมเนียมของกองทุนน้ำมันและกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน สุดท้ายคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาดสำหรับผู้ค้าปลีก รวมเป็น 3 ส่วนด้วยกันเพื่อให้การช่วยเหลือชดเชยค่าครองชีพกับประชาชน จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก รัฐจึงได้มีนโยบายออกมาตรการชดเชยราคาขายปลีกน้ำมัน นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยให้กับผู้ค้าน้ำมันเมื่อนำข้อสรุปจากการชดเชยราคาน้ำมันเมื่อปี 2547-2548 ในขณะที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และมีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาตรึงราคาขายปลีกเอาไว้ ผลก็คือทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น การถ่ายเทรายได้ไปยัง ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ทำให้รายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภคลดลงการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน จะทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทั้งด้านอุปทานและด้านอุปสงค์ ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ นั่นหมายถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นไปด้วย ธุรกิจที่ได้รับผล กระทบโดยตรง เช่น การขนส่ง การประมง เนื่องจากน้ำมันเป็น ต้นทุนของการผลิต 15-30% ของต้นทุนทั้งหมด โดยเฉพาะมีความจำเป็นที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลมากเป็นพิเศษการปรับตัวของราคาน้ำมัน ทำให้อำนาจการซื้อในประเทศลดลง ราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ราคา ขายปลีกหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย) และจะทำให้ครัวเรือนไทยมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าเรือโดยสาร รถโดยสารก็ขึ้น ไข่ไก่ก็ขึ้น ขึ้นทุกอย่างประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่แท้ทรู.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม