ปรับก่อนลงเหว...“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ปรับโฉมใหม่ กระบวนการแก้ไขปัญหาน้ำมัน นั่นคือการถอด “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก. “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” มาทำหน้าที่แทน และยังให้รับผิดชอบเรื่องพลังงานทั้งหมด ในฐานะประธานศึกษาต้นทุนน้ำมันโดยมีกรรมการมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญพิเศษพูดง่ายๆว่าปัดฝุ่นกันใหม่อะไรที่เป็นปัญหาก็เอาออกแล้วเติมคนที่มีศักยภาพไร้ปัญหาเข้าทำหน้าที่แทนก่อนที่จะเละไปมากกว่านี้“พิพัฒน์” นั้นมีความสามารถโดยเฉพาะเรื่องน้ำมันที่คลุกคลีมานาน แต่การสวมหัวโขนในตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนถือว่าผิดพลาด!จึงไม่แปลกที่จะถูกโจมตีอย่างหนักพลอยฟ้าพลอยฝนไปถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงจนเสียรังวัดไปเยอะ!“เอกนิติ” วันนี้เลยกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านไปเสียแล้วจากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีพลังงานตัวจริง “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ที่จะต้องเข้ามารับหน้าเสื่อเต็มๆแม้จะเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่สำหรับกระทรวงนี้แต่ก็พอมีความรู้ความสามารถจากการเรียนรู้งานเร็วก็ต้องโชว์ฟอร์มให้เป็นที่ประจักษ์ว่าสามารถทำได้ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ แม้เนื้องานจะหนักสักหน่อยแต่ถ้าสามารถสอบผ่านไปได้อนาคตทางการเมืองก็จะไปได้ดีในทางการเมืองนั้นไม่มีปัญหาเพราะอยู่ในเครือข่ายของนักการเมืองรุ่นเก่าที่ครบเครื่องอยู่แล้วแต่ความสามารถในเชิงบริหารยังไม่เห็น...การปรับโครงสร้างใหม่ในเรื่องพลังงานในภาวะสงครามอย่างนี้ ก็มีผลหลายด้าน คือสามารถสร้างระบบใหม่ให้เข้าที่เข้าทางหากสำเร็จก็เป็นคุณแก่ประเทศแต่ก็ต้องเจอแรงเสียดทานสูงโดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันเมื่อปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยหากสงครามจบเร็วก็ได้ประโยชน์หลายต่อคือสามารถวางพื้นฐานให้เข้าที่เข้าทาง แต่ก็ต้องเจอแรงกดดันจากราคาที่ประชาชนต้องเดือดร้อนจึงต้องประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องสินค้าและเครื่องอุปโภคบริโภคที่ราคาจะสูงขึ้นเพราะมิใช่แค่น้ำมันเท่านั้นแต่หมายรวมถึงก๊าซและไฟฟ้าด้วยหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้เดิมพันมันสูงกว่าปกติรัฐบาลชุดนี้มีคนหนุ่มคนสาวหลายคน อีกทั้งรัฐมนตรีประเภทเทคโนแครตที่ต่างก็ต้องการพิสูจน์ฝีมือไม่ต่างกันจะไปรอดหรือไม่รอดก็อยู่ตรงนี้แหละ!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม