อิหร่านส่งหน่วยรบพิเศษตามล่าตัวนักบิน F-15E ของสหรัฐฯหลังถูกสอยร่วงพร้อมประกาศให้รางวัลจับกุม ส่วนกองทัพมะกันฉุนเสริมทัพลำเลียงพลทางอากาศครั้งประวัติศาสตร์ ยิวถล่มเตหะรานที่เก็บขีปนาวุธข้ามทวีปหวังลบ เขี้ยวเล็บ ขณะที่ IRGC ประกาศ 18 บริษัทยักษ์ใหญ่ ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯเป็นเป้าหมายทางทหารสงครามหากาพย์ในตะวันออกกลางยังเดือดดาล เมื่อวันที่ 4 เม.ย. กองทัพสหรัฐฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่และเต็มไปด้วยความเสี่ยงสูง เพื่อเร่งติดตามตัวนักบินที่ยังคงสูญหาย หลังจากเครื่องบินรบอเนกประสงค์รุ่น F-15E Strike Eagle ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านยิงตกในจังหวัดโคกีลูเยและโบเยร์อาห์หมัด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ยืนยันว่าสามารถช่วยเหลือนักบินได้แล้ว 1 นาย ส่วนอีก 1 นาย คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธยังคงสูญหายขณะที่สำนักข่าวเดอะเทเลกราฟรายงานว่า สหรัฐฯส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปในดินแดนอิหร่านเพื่อแข่งกับเวลาในการค้นหานักบินตัดหน้ากองกำลังท้องถิ่น นอกจากนี้เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินรุ่น A-10 Warthog ที่เข้าร่วมภารกิจกู้ภัยยังถูกยิงเสียหายหนักจนนักบินต้องดีดตัวออกเหนืออ่าวเปอร์เซียใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 2 ลำ ถูกระดมยิงระหว่างปฏิบัติภารกิจจนเสียหายแต่สามารถประคองตัวลงจอดได้อย่างปลอดภัยส่วนทางการอิหร่านอ้างว่าใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ในการสอยเครื่องบินรบสหรัฐฯ พร้อมเผยแพร่ภาพซากส่วนหางและที่นั่งดีดตัวเพื่อยืนยันความสำเร็จ ทั้งยังประกาศให้รางวัลแก่ประชาชนที่แจ้งเบาะแสหรือจับกุมนักบินที่เหลืออยู่ มีหน่วยรบ พิเศษของกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ปูพรมค้นหาในพื้นที่อย่างเข้มข้น ขณะที่ ประชาชนในกรุงเตหะรานต่างออกมาเฉลิมฉลองความสำเร็จทางทหารครั้งสำคัญนี้ อิหร่านระบุว่าเป็นการแสดงขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้จะถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนักก่อนหน้านี้ก็ตามด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับรายงานสรุปเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วให้สัมภาษณ์สั้นๆกับสื่อมวลชนแสดงความคาดหวังว่า นักบินที่สูญหายจะไม่ถูกกองกำลังอิหร่านจับกุมหรือทำร้าย พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ในขณะนี้คือ สภาวะสงคราม ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อแนวทางการเจรจาหรือแผนการดำเนินงานของสหรัฐฯในภูมิภาค แม้จะมีการตั้งคำถามถึงคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ที่ว่า สหรัฐฯสามารถครองอากาศเหนืออิหร่านได้โดยสมบูรณ์แล้วก็ตาม ขณะที่นายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องซีเอ็นเอ็นวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างรุนแรงว่ากำลังอยู่ใน สภาวะตื่นตระหนกจากความผิดพลาดในยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การสูญเสียเครื่องบินรบถึง 2 ลำในวันเดียวขณะเดียวกันกลุ่มเฝ้าระวังออนไลน์ “เมกะตรอน” (Megatron) แพร่ภาพจากระบบติดตามเที่ยวบิน FlightRadar24 เผยให้เห็นภาพประวัติ ศาสตร์ของการเคลื่อนพลทางอากาศครั้งมโหฬารของสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์เครื่องบินรบอเนกประสงค์รุ่น F-15E และ A-10 ของสหรัฐฯถูกยิงตกในอิหร่าน พบฝูงบินลำเลียงขนาดหนักแบบ C-17 Globemaster III จำนวนมาก บินเกาะกลุ่มเป็นขบวนยาวข้ามมหาสมุทร แอตแลนติกมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังพบเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่น KC-135 Stratotanker บินประกบเพื่อสนับสนุนภารกิจเดินทางระยะไกลโดยไม่ต้องแวะพัก การเคลื่อนพลครั้งนี้ถูกนิยามว่าเป็นการลำเลียงทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดที่สามารถมองเห็นได้นับแต่สงครามมหากาพย์แห่งความเดือดดาลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมกองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ยืนยันการปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายแห่งในกรุงเตหะราน ตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านอาวุธระดับสูงของอิหร่าน สามารถทำลายฐานป้องกันภัยทางอากาศของรัฐบาลอิหร่าน รวมถึงหน่วยของกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เป็นจุดเก็บขีปนาวุธ รวมทั้งโจมตีค่ายทหารที่เป็นหน่วยดูแลความปลอดภัยของสถานวิจัยและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีทางทหารของรัฐบาลอิหร่าน อิสราเอลอ้างว่าถล่มจุดจัดเก็บขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีป และโรงงานผลิตอาวุธสำคัญหลายจุดในใจกลางเมืองหลวง อิสราเอลระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ช่วยลดขีดความสามารถในการผลิตและวิจัยอาวุธของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานภาพถ่ายหรือรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงด้านสำนักข่าวทัสนิมของทางการอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุวัตถุระเบิดตกใส่พื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย แรงระเบิดสร้างความเสียหายแก่อาคารสนับสนุนในบริเวณแนวรั้วรอบนอก อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านยืนยันว่าหน่วยปฏิบัติการหลักยังไม่ได้รับผลกระทบและยังคงทำงานได้ตามปกติ เหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 4 นับตั้งแต่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ท่ามกลางคำเตือนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ว่าหากเกิดความเสียหายรุนแรงต่อโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เป็นจุดเก็บวัสดุกัมมันตภาพรังสีจำนวนมาก อาจนำไปสู่อุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้นอกจากเป้าหมายทางทหารแล้ว กองทัพผสมสหรัฐฯและอิสราเอลยังขยายขอบเขตการโจมตีไปยังแหล่งรายได้หลักของอิหร่านในจังหวัดฆูเซสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ นายวาลีออลลาห์ ฮายาตี รองผู้ว่าราชการจังหวัดฆูเซสถาน เผยรายละเอียดการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงโดยกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล ตั้งแต่เวลา 10.45 น. เกิดเหตุระเบิด 3 ครั้งซ้อนในเมืองอากวาซ เมืองเอกของจังหวัด จากนั้นเพียง 2 นาที ถัดมาเกิดระเบิดรุนแรงอีก 3 ครั้งถล่มเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาห์ชาร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าโรงงานปิโตรเคมี ฟัจญ์ร 1-2, เรจัล และ อามีร์ คาบีร์ ถูกโจมตีโดยตรง ส่งผลให้เกิดระเบิดรุนแรงและต้องประกาศอพยพพนักงานทั้งหมดทันที ต่อมาในเวลา 11.00 น. ฝูงบินรบได้เข้าโจมตีด่านการค้าชายแดนชะลัมเชห์ จนได้รับความเสียหายหนัก ก่อนจะรุกคืบโจมตีคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมี อบู อาลี และโรงงานในบันดาร์-เอ อิหม่ามโคมัยนี จนได้รับความเสียหายบางส่วน และส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บในพื้นที่ดังกล่าวส่วนทางการดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายงานเหตุซากวัตถุจากการสกัดกั้นทางอากาศตกใส่หน้าอาคารสำนักงานบริษัท ออราเคิล ในเขตดูไบ อินเตอร์เน็ต ซิตี้ รวมถึงมีรายงานเศษซากตกในย่านดูไบ มารีนา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เบื้องต้นยืนยันเป็นเหตุเล็กน้อย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเพลิงไหม้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับความขัดแย้ง หลังกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศให้ 18 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อาทิ ออราเคิล กูเกิล ไมโครซอฟท์ แอปเปิล และเอ็นวิเดีย เป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม โดยอิหร่านมองว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัทเหล่านี้ในภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบสนับสนุนกองทัพสหรัฐฯและอิสราเอลในสงครามครั้งนี้ขณะที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงปฏิเสธความรับผิดชอบกรณีโดรนโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาด เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิง และระบุว่าเป็นฝีมือของอิสราเอลที่ต้องการสร้างความแตกแยกในภูมิภาค คำแถลงนี้มีขึ้นเพื่อโต้กลับรายงานของ นสพ.เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าที่ทางการซาอุดีอาระเบียยอมรับ ทั้งเหตุไฟไหม้ลามนานหลายชั่วโมงและการทำลายพื้นที่วงกว้าง พร้อมกันนี้อิหร่านยังได้เตือนกลุ่มประเทศมุสลิมเพื่อนบ้านให้เฝ้าระวังแผนการของสหรัฐฯและอิสราเอลที่พยายามทำลายความมั่นคงในตะวันออกกลางอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่