ทำเนียบขัดสีฉวีวรรณรอรับ ครม.ชุดใหม่ “นายกฯ หนู” สวมบทพระยาน้อยชมตลาดเดินสำรวจร้านโครงการไทยช่วยไทย ชวนประชาชนมาซื้อสินค้าถูกและดี ประกาศคนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่ต้นเดือน พ.ค. วงเงินเดิมหัวละ 2,000 แถมจัดต่อเป็นช่วงๆ “สีหศักดิ์” จ่อตั้ง “ปานปรีย์” เสริมทีมบัวแก้ว “แสวง” ขยับเดินเครื่องยุบพรรค ปชน. เรียก “ศรีสุวรรณ”-กลุ่มผู้ร้องให้ถ้อยคำคดีสเปกเตอร์ ซี-Laser ID “ลิซ่า” ซัดเต็มเหนี่ยวตั้งธงคดีการเมือง จี้ต่อมละอายพวกจ้องยุบพรรค ฉะกลับ กกต.จะเป็นคนแก่ดักดานไปอย่างนี้หรือ กระตุกความเป็นมนุษย์ต้องยั้งมือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย สวมบทพระยาน้อยชมตลาดโครงการไทยช่วยไทย ต้องเจอดีมีชาวบ้านเข้ามาถาม “รวยไม่ไหวแล้ว” เพื่อใคร ก่อนยืนยันเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ต้นเดือน พ.ค. ได้ใช้แน่ วงเงินเท่าเดิม 2,000 บาท และทยอยจัดเป็นช่วงๆตามสถานการณ์“หนู” เดินสำรวจตลาดไทยช่วยไทยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 เม.ย.ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้า ในโครงการไทยช่วยไทย มีประชาชนเข้ามาทักทายขอเซลฟี่พร้อมกล่าวชมว่า “ได้เจอตัวจริงหล่อกว่าในทีวี ที่ผ่านมาได้รับโครงการคนละครึ่ง” ขณะเดียวกันมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามนายกฯว่า “รวยไม่ไหวแล้ว หมายถึงประชาชนหรือนายทุนน้ำมัน” แต่นายอนุทินที่ยืนถ่ายรูปกับประชาชนไม่ได้ยิน ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะเดินเข้ามาพูดย้ำว่า “นายกฯช่วยหน่อย น้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพง นายกฯช่วยหน่อย ประชาชนตายแน่”ชวนประชาชนซื้อสินค้าถูกและดีจากนั้นนายอนุทินเดินชมสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพประชาชน จากวิกฤติสู้รบตะวันออกกลาง มีการแนะนำให้จัดสินค้าในโครงการให้อยู่ในโซนเดียวกัน ให้ประชาชนเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนมาซื้อสินค้าในโครงการไทยช่วยไทย ที่ราคาถูกกว่า 20% ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่สนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์จัดให้มีสินค้าอุปโภคบริโภคประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่าการกระจายสินค้ามีประสิทธิ ภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูตรงนี้ที่แรก”ประกาศคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ระหว่างนั้นมีประชาชนเข้ามาสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 หลังวันที่ 30 เม.ย. (ต้นเดือนพ.ค.) ดำเนินได้เลยหรือไม่ นายอนุทินพยักหน้ากล่าวว่า “ครับ ใช้ได้เลย” เมื่อประชาชนถามอีกว่าใช้ได้เหมือนเดิมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เป็นพลัส ครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยจำนวนเงินเท่าเดิม 2,000 บาท ชาวบ้านเสนอว่าตอนนี้เศรษฐกิจแย่อยากให้วงเงินมากกว่าเดิมรอนานแล้ว นายอนุทินตอบว่า หลังแถลงนโยบายจะเริ่มดำเนินการ อาจทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี ทำเป็นช่วงๆ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข่าวจะให้ 200 บาท 10 เดือนไม่จริงใช่หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่า เอาข่าวมาจากไหน ก่อนย้ำว่า คนละครึ่งมันเป็นช่วงๆไป ทั้งนี้ หลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 10 เม.ย. ครม.จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ช่วงนั้นหากมีเรื่องการใช้กฎหมาย หรือประกาศใดๆ เราสามารถเรียกประชุม ครม.ได้ โดยใช้มาตรา 8 ไม่มีประเด็นต้องกังวลขัดล้างทำเนียบรับ ครม.ชุดใหม่สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงวันหยุด ก่อนนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่ 6 เม.ย. ได้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาปรับปรุงอาคารสถานที่ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ที่ทำงานนายกฯ มีการทำความสะอาดขัดล้างตะไคร่น้ำที่ผนังอาคารด้านนอก ขณะที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานรองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีเจ้าหน้าที่เข้ามาปรับปรุงที่ชั้น 4 ห้องทำงานของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนห้องทำงานอื่นๆ เจ้าหน้าที่เริ่มทยอยนำเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานของทำเนียบฯมาไว้ที่ห้องทำงานของบรรดารองนายกฯและ รมต.ประจำสำนักนายกฯแล้ว“ปานปรีย์” จ่อเสริมทีม “สีหศักดิ์”วันเดียวกันมีรายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เตรียมแต่งตั้งนายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ ทั้งนี้ นายปานปรีย์และนายสีหศักดิ์มีความสัมพันธ์มายาวนาน เคยทำงานร่วมกันตั้งแต่ครั้งอยู่ในทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และสมัยนายปานปรีย์ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลนายเศรษฐา นายสีหศักดิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศให้กับนายปานปรีย์ ทั้งคู่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างประเทศเชิงรุก และนโยบายการทูตทางเศรษฐกิจของไทยกกต.เดินเครื่องยุบพรรค ปชน.ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้รับคำร้องเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาชน กรณีผู้บริหารพรรคและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรค ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้บริษัท สเปกเตอร์ ซีฯ เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ อาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค เข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่ ล่าสุดคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 ได้ส่งหนังสือ “ลับ” ด่วนที่สุด เรียกตัวผู้ยื่นคำร้อง อาทิ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระและพยานที่เกี่ยวข้อง มาให้ปากคำ ที่สำนักงาน กกต. ในวันที่ 7-10 เม.ย. พร้อมหลักฐาน เพื่อทำความเห็นเสนอให้นายทะเบียนพิจารณาต่อไปเรียก “ศรีสุวรรณ”–ผู้ร้องให้ถ้อยคำนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน กล่าวว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงาน กกต. เรียกไปให้ถ้อยคำ คำร้องดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยว่า บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ที่อยู่ในอาคารอนาคตใหม่ อาคารเดียวกับพรรคประชาชน มาช่วยทำสื่อและเคลื่อนไหวทางการเมือง คอยปั่นกระแสและตอบโต้คอมเมนต์ต่างๆในโซเชียลมีเดีย การกระทำดังกล่าวทั้ง 2 กรณี มีความเสี่ยงเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA และฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 32 ประกอบมาตรา 25 อาจขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92 (3) เป็นเหตุให้พรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้“ลิซ่า” จี้ต่อมละอายพวกจ้องยุบด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า กรณีนี้ยังถือเป็นเพียงรายงานข่าว ต้องรอว่า กกต.จะรับหรือไม่รับ อย่างไร จะเรียกพรรค ปชน.ไปให้ข้อมูลเพิ่มหรือไม่ แต่ควรพอได้แล้วกับกระบวนการพยายามยื่นยุบพรรค โดยพรรค ปชน.มีหลักฐาน มีข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะยืนยันกรณีที่ถูกยื่นได้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเราก็รู้กันดีว่าถ้าเรื่องนี้มีธงหรือเป็นคดีทางการเมืองต่อให้มีหลักฐานอะไรของพวกเราก็ไม่เคยมีน้ำหนัก อยากบอกทั้งคนยื่น คนรับ ต้องมีความละอายบ้าง ประเทศนี้มันถอยหลังและวนเวียนกลับมาที่เดิมด้วยน้ำมือของพวกคุณมาแล้วกี่ครั้ง อย่าอ้างว่าคุณคือคนที่หวังดีต่อประเทศ ต้องการให้พรรคการเมืองโปร่งใสสุจริต ไม่ใช่เลย จริงๆแล้วคุณคือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการดึงประเทศไม่ให้ไปข้างหน้า และทำลายประชาธิปไตยซ้ำๆ เรื่อยๆฉะ กกต.จะเป็นคนแก่ดักดานหรือผู้สื่อข่าวถามว่าในทางกฎหมายพอมีทางสู้ แต่เท่าที่ดูตั้งแต่ตั้งพรรคสีส้มมา คดีลักษณะนี้ตั้งแท่นทีไรโดนทุกที กังวลหรือไม่ว่าจะถูกยุบพรรคซ้ำรอยรอบที่ 3 อีก น.ส.ภคมนตอบว่า จริงๆจะพูดว่าไม่กังวลเพราะเครื่องมือเหล่านี้มันถูกใช้ได้ผลมาตลอดกับพวกเรา ทุกครั้งที่คุณมีธงอะไร คนที่ไปยื่นก็เหมือนแค่เป็นตัวเริ่มให้ สุดท้ายคนที่จัดการต่อคือทำงานกันเป็นทีม ต่อให้บอกว่าเรามีหลักฐานมีความบริสุทธิ์ใจก็ไม่เคยตรวจสอบหลักฐาน และมองเจตนาบริสุทธิ์ใจของพวกเราเลย ต้องถามตัวเองบ้างว่าสิ่งที่ทำ อำนาจที่มี หรือธงที่ปักลงมาในการทำลายขบวนการสีส้ม หรือไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือเปล่า “กกต.คุณมีวันเกษียณอายุราชการ วันหนึ่งคุณเกษียณออกไปอยู่บ้านได้มองบ้านเมืองที่มันไม่ได้ไปไหน อยากจะบอกว่านี่คือน้ำมือของพวกคุณครึ่งหนึ่ง ในการฉุดรั้งประเทศให้ไม่ไปไหน คุณจะเป็นคนแก่แบบนั้นหรือ”กระตุกความเป็นมนุษย์ต้องยั้งมือน.ส.ภคมนกล่าวต่อว่า ก่อนจะถึงเรื่องยุบพรรคตรงนั้น อยากให้ทุกคนพิจารณาด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์ ด้วยเหตุและผล ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินอะไรในบ้านเมืองนี้ บางทีต้องมีเมตตากับประเทศนี้บ้าง ไม่ต้องเมตตากับพรรคเราก็ได้ แต่ถ้าอยากเห็นประเทศนี้เดินไปข้างหน้า การทำลายพรรค ทำลายสถาบันทางการเมือง เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามที่สุดแล้วไม่ต้องชอบเรา แต่ต้องปล่อยให้วิถีประชาธิปไตยมันไปสู้กันในสนามเลือกตั้ง อย่าเป็นส่วนหนึ่งในการฉุดรั้งเลย “สุดท้ายแล้ววันนี้ กกต.เคลียร์เรื่องตัวเองก่อน เคลียร์เรื่องผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก่อน วันนี้ประชาชนไม่มีใครเชื่อคุณหรอกนึกออกหรือไม่ คุณจะสร้างเรื่องใหม่อีก คิดว่าอย่างน้อยๆสามัญสำนึกในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมันควรจะยั้งมือ”“ชัยวุฒิ” ฝาก สส.ไม่พึ่งพาแต่เอไอนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า ฝากความห่วงใยต่อการทำหน้าที่ของ สส. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ข้อมูลที่นำมาใช้อภิปราย สส. ควรเป็นผู้ศึกษา วิเคราะห์ และเขียนขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่การพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือให้บุคคลอื่นเขียนบทให้ เนื่องจากผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องพูด และสื่อสารจากสิ่งที่ตนเองรู้ และเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ รวมถึงเรื่องของวุฒิภาวะในการทำหน้าที่ ขอร้องให้ สส.หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ การโต้เถียง หรือการด่าทอกันเพื่อหวังสร้างกระแสต่อหน้าประชาชน เพราะส่งผลเสียทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือทสท.จัดทัพใหม่ “อุดมเดช” นั่ง หน.ที่สถาบันสร้างอนาคตไทย พรรคไทยสร้างไทยจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี วาระสำคัญคือการปรับโครงสร้างพรรค และกำหนดทิศทางการทำงานในระยะต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมลงมติเลือกคณะ กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ให้นายอุดมเดช รัตนเสถียร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเลือกนายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นเลขาธิการพรรค พร้อมทั้งปรับทีมบริหารโดยผสมผสานบุคลากรทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เสริมศักยภาพการทำงานของพรรคให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลง โดยพรรคได้ย้ำจุดยืนสำคัญเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และการสร้างโอกาสให้กับประชาชนฐานราก หรือคนตัวเล็กให้เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมในทุกช่วงวัย“อุดมเดช” ยึดแนวทาง “หญิงหน่อย”นายอุดมเดชกล่าวภายหลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานบนพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ตามแนวทางที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรค ดำเนินการมา ขอย้ำว่าตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเผชิญกับความยากจนและความเหลื่อมล้ำ พรรคจะยังคงมุ่งมั่นผลักดันนโยบายช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และตั้งเป้าหมายผลักดันนโยบายผ่านบทบาทการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เน้นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายรายได้ การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน และการพัฒนาศักยภาพแรงงานให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน“บิ๊กดุลย์” ยืนยันทำแน่ทหารอาสาวันเดียวกัน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พร้อม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.นฤดล สุขมา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 พล.ท.อดุลย์กล่าวถึงการดูแลทหารเกณฑ์ไม่ให้เกิดซ้ำรอยในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวมีอยู่บ้าง หากพบการกระทำความผิดมีการลงโทษเด็ดขาดจะไม่ปล่อยคนกลุ่มนี้ไว้ ขอให้เชื่อว่าลูกหลานทุกท่านจะปลอดภัย เมื่อถามถึงนโยบายทหารอาสาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้วางกรอบไว้หรือไม่จะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ พล.ท.อดุลย์ตอบว่า ต้องรอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนรับมาดำเนินการ ยืนยันว่าทำแน่นอน ต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้งว่าจะกี่ปี เพราะจะได้มีโอกาสเรียนจนจบระดับปริญญาตรี และบรรจุเข้ารับราชการทหารโยนหน้าที่ ตร.คดียิง สส.ประชาชาติพล.ท.อดุลย์ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากเชื่อมโยงไปถึงใคร เชื่อว่านายกรัฐมนตรีไม่มีการละเว้น เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่พรรคประชาชาติระบุว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถของหน่วยงาน กอ.รมน. พล.ท.อดุลย์ตอบว่า ไม่แน่ใจ และเป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่