ในที่สุด นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ออกมาแถลงยอมรับว่า “มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันจริง” ซึ่งก่อนหน้านี้นายกฯได้ปฏิเสธกับสื่อหลายครั้งว่า “ไม่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” น้ำมันขาดปั๊ม เพราะประชาชนตื่นตระหนกแห่ไปเติมน้ำมันกักตุน รถเข้าคิวยาวเหยียด เพื่อเติมน้ำมันทุกวัน และถูกจำกัดให้เติมแค่ 500–1,000 บาท พอนายกฯอนุทินไฟเขียวให้ขึ้นน้ำมันดีเซลลิตรละ 6 บาท น้ำมันก็ไหลมาเต็มปั๊มทันที รัฐบาลยังขึ้นราคาดีเซลอีก 2 ครั้งติดต่อกันครั้งละ 3.50 บาท รวม 7 บาท การขึ้นราคา 3 ครั้งนี้ขึ้นไปถึงลิตรละ 13 บาท เพิ่งจะหยุดขึ้นเมื่อศุกร์ที่ 3 เม.ย. แต่ให้กองทุนน้ำมันชดเชยดีเซล B7 และ B20 เพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ 20.17 บาท และ 22.22 บาท แต่ยังไม่จับตัว “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” แม้แต่รายเดียวนายกฯอนุทิน เปิดเผยถึงวิธีการกักตุนน้ำมันของ “ไอ้โม่ง” ด้วยตัวเองว่า1.มีการประวิงเวลาการขนส่งทางทะเล ลอยลำเรือเอาไว้เพื่อรอเพิ่มราคา และรอฟีดน้ำมันเข้าระบบ (พอขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท น้ำมันมาทันที แต่ยังไม่เต็มปั๊ม หลังขึ้นอีก 2 ครั้งรวมลิตรละ 7 บาทน้ำมันมาเต็มปั้มทันที) 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการ หรือลูกค้าปลายทาง 3.มีการส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน นายกฯอนุทินเปิดเผยด้วยว่า ก่อน 1 มี.ค.ใช้น้ำมันวันละ 67 ล้านลิตร เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางเพิ่มเป็นเกือบ 90 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อน้ำมันออกจากระบบจำนวนมาก เกินไปเกือบ 20 ล้านลิตร เมื่อไปตรวจสอบระบบเศรษฐกิจระบบการผลิตก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่า ต้องใช้น้ำมันมากถึงขนาดนี้ จึงสันนิษฐานว่า ต้องมีการลักลอบกักตุนแล้วที่ผ่านมา นายกฯอนุทิน ออกมาปฏิเสธหลายครั้งว่า ไม่มี ไอ้โม่งกักตุนทำไม?พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ซึ่งร่วมแถลงข่าวด้วย เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ตรวจสอบ การเดินเรือ 96 เที่ยว ในเดือน มี.ค. พบความผิดปกติคือ มีการเดินเรือช้ากว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญถึง 20 เที่ยวเรือ ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมันด้วยการประวิงเวลาการเดินเรือแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกช้ากว่าที่เคยเดินเรือ 1 วัน 13 เที่ยว ปริมาณน้ำมันกว่า 35.76 ล้านลิตร แม้จะช้าเพียง 1 วัน แต่การปรับขึ้นราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูง ทำให้มีมูลค่าสูง อีกกลุ่มช้าลง 2 วัน มี 7 เที่ยวเรือ ปริมาณน้ำมันกว่า 16.23 ล้านลิตร รวม 2 กลุ่มประมาณ 50 ล้านลิตร (ช้าวันเดียวก็ฟันกำไรจากการขึ้นราคาลิตรละ 6 บาทไป 300 ล้านบาทแล้ว ยังไม่รวมที่ขึ้นต่ออีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3.50 บาท)พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรียุติธรรม พรรคภูมิใจไทย ก็เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทางพบว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมันไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปถึง 57 ล้านลิตร ไปถึงปลายทางแค่ 160 ล้านลิตร เรียกว่ากักตุนน้ำมันกันเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว เส้นใหญ่แน่นอนผมเห็นด้วยกับ คุณศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่โพสต์ว่า คนที่สามารถขนน้ำมันปริมาณมหาศาลได้ ต้องมีคลัง มีรถ มีเรือ มีเส้นทาง มีเครือข่าย และมีอำนาจพอที่จะทำให้น้ำมันหายไปจากระบบได้เป็นสิบล้านลิตร ประชาชนทั่วไปทำไม่ได้ เรื่องนี้อาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” เพราะ มีสัญญาณความผิดปกติอยู่แล้ว แต่กลับไม่ตรวจสอบไม่เร่งเปิดเผย ปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนมาเกือบเดือน และ เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลทั้งระบบย้อนหลัง ตั้งแต่วันแรกที่เกิดวิกฤติทันทีข้อมูลของ ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 55 ราย ตามมาตรา 7 ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย 245 ราย ตามมาตรา 10 สถานีบริการน้ำมัน 25,310 แห่ง ตามมาตรา 11 ผู้ส่งน้ำมัน 2,681 ราย ตามมาตรา 12 เพื่อแสดงความโปร่งใสของรัฐบาลผมเห็นด้วยครับ นายกฯควรเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุด ต้องจับตัวไอ้โม่งกักตุนน้ำมันให้ได้ อายัดเงินกำไรส่วนเกินจากการกักตุนน้ำมันมาคืนประชาชน ไม่งั้นวันแถลงนโยบายถูกอภิปรายเละแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม